เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ผมในฐานะกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร และประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย ได้เข้าร่วมโครงการสัมมนาเรื่องขับขี่ปลอดภัยเสริมสร้างวินัยจราจร ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ณ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมีท่าน สส.สมยศ พลายด้วง รองประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม คนที่สาม เป็นผู้รับผิดชอบโครงการและเป็นประธานเปิดงาน ท่ามกลางน้อง ๆ นักเรียนและประชาชนผู้สนใจที่เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก
วินัยจราจรคือเกราะป้องกันชีวิตที่ดีที่สุดที่เราทุกคนสวมใส่ได้ด้วยตัวเอง และการสร้างเกราะนี้ต้องเริ่มตั้งแต่วัยเรียน การสัมมนาครั้งนี้จึงมุ่งชวนน้อง ๆ มาร่วมกันสร้างสังคมการขับขี่ที่ปลอดภัยไปด้วยกัน
อุบัติเหตุหนึ่งครั้งอาจพรากอนาคตของทั้งครอบครัว
ในการกล่าวปาฐกถาพิเศษ ได้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาอุบัติเหตุทางถนนยังคงส่งผลกระทบต่อชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ซึ่งเด็กและเยาวชนถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
ความสูญเสียบนท้องถนนไม่ได้จบลงที่ผู้ประสบเหตุเพียงคนเดียว เมื่อเยาวชนคนหนึ่งต้องเสียชีวิตหรือพิการจากอุบัติเหตุ ครอบครัวต้องสูญเสียทั้งความหวัง รายได้ในอนาคต และต้องแบกรับภาระการดูแลไปอีกยาวนาน อุบัติเหตุหนึ่งครั้งจึงอาจพรากอนาคตของทั้งครอบครัวไปได้ในชั่วพริบตา
บทเรียนกว่ายี่สิบปีของงานความปลอดภัยทางถนน
ตลอดระยะเวลากว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเมื่อปี พ.ศ. 2545 ได้มีการผลักดันงานด้านความปลอดภัยทางถนนมาโดยตลอด ผ่านภารกิจสำคัญหลายด้าน ดังนี้
- โครงการประมูลหมายเลขทะเบียนรถสวย เพื่อนำรายได้เข้าสู่กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และนำกลับมาใช้ในงานป้องกันอุบัติเหตุ
- โครงการเปิดไฟใส่หมวก ที่รณรงค์ให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เปิดไฟหน้ารถและสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่ออกสู่ท้องถนน
- การจัดระเบียบรถจักรยานยนต์สาธารณะ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพบริการให้แก่ผู้โดยสาร
- ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ซึ่งเป็นช่องทางให้ประชาชนร้องเรียนและได้รับการคุ้มครองเมื่อใช้บริการรถสาธารณะ
- การสร้างความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางถนนกับองค์กรและเครือข่ายในระดับนานาชาติ
ประสบการณ์ทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อสรุปว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงการลดจำนวนอุบัติเหตุ แต่คือการลดการสูญเสียชีวิตและการบาดเจ็บให้ได้มากที่สุด ซึ่งต้องอาศัยกลไกเชิงระบบและการบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน ไม่อาจฝากไว้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง
เยาวชนต้องเป็นผู้ร่วมออกแบบ ไม่ใช่เพียงผู้รอรับความช่วยเหลือ
ในปี พ.ศ. 2568 ยังได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำตัวแทนเยาวชนไทย คือคุณนดา บินร่อหีม เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีระดับโลกว่าด้วยความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่สี่ ณ เมืองมาร์ราเกซ ประเทศโมร็อกโก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมเวทีระดับโลกในประเด็นนี้
การเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้ยืนบนเวทีโลกในครั้งนั้น ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกับเครือข่าย YOURS หรือ Youth for Road Safety ทำให้เราตระหนักชัดว่า เด็กและเยาวชนไม่ควรเป็นเพียงผู้รอรับความช่วยเหลือ แต่ต้องเป็นผู้ร่วมออกแบบอนาคตความปลอดภัยของพวกเขาเอง เพราะไม่มีใครเข้าใจวิถีการเดินทางและความเสี่ยงของคนรุ่นใหม่ได้ดีเท่ากับคนรุ่นใหม่ด้วยกัน
จากโรงเรียนมหาวชิราวุธถึงโรงเรียนพะตง: ภารกิจสวมหมวกนิรภัยเต็มร้อย
ปัจจุบันน้อง ๆ นักเรียนจำนวนมากเดินทางมาโรงเรียนด้วยรถจักรยานยนต์ แต่หลายคนยังขาดใบอนุญาตขับขี่ ขาดทักษะการขับขี่อย่างปลอดภัย และยังไม่ได้สวมหมวกนิรภัยอย่างถูกต้อง นี่คือช่องว่างที่เราต้องเร่งปิดให้ได้
เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ได้จัดสัมมนาขับขี่ปลอดภัยเสริมสร้างวินัยจราจร เยาวชนไทยสวมหมวกนิรภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ณ โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่าสี่ร้อยคนและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก การมาสานต่อที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ในครั้งนี้ จึงเป็นการขยายเครือข่ายเยาวชนผู้ใส่ใจความปลอดภัยให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในพื้นที่ภาคใต้
สามวินัยพื้นฐานที่เริ่มได้ทันทีตั้งแต่วันนี้
หลักง่าย ๆ ที่ทุกคนทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอใคร เพราะความปลอดภัยทางถนนเริ่มต้นที่ตัวเรา
- ไม่ขับรถเร็ว ความเร็วคือปัจจัยที่กำหนดความรุนแรงของการบาดเจ็บ ยิ่งเร็วมากเท่าไร โอกาสรอดชีวิตเมื่อเกิดเหตุก็ยิ่งลดลงเท่านั้น
- ไม่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร การเคารพกติกาคือการเคารพชีวิตของตนเองและผู้ร่วมใช้ถนนทุกคน
- ไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ เพราะเพียงไม่กี่วินาทีที่ละสายตาจากถนน อาจเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล
มุมมองทางวิชาการ: ระบบที่ปลอดภัยต้องเดินคู่กับพฤติกรรมที่ปลอดภัย
แนวคิดที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลคือแนวทางระบบที่ปลอดภัย (Safe System Approach) ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากนโยบาย Vision Zero ที่รัฐสภาสวีเดนรับรองเมื่อปี ค.ศ. 1997 หลักคิดสำคัญคือ มนุษย์ย่อมทำผิดพลาดได้ และร่างกายมนุษย์มีขีดจำกัดในการทนแรงกระแทก ระบบถนน ยานพาหนะ ความเร็ว และการช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ จึงต้องถูกออกแบบให้ความผิดพลาดของคนไม่จบลงด้วยความสูญเสียชีวิต แนวคิดนี้ตรงกับหลักที่ว่า เป้าหมายสูงสุดคือการลดการตายและการบาดเจ็บสาหัส ไม่ใช่เพียงการนับจำนวนอุบัติเหตุ
อีกกรอบคิดหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือเมทริกซ์ของแฮดดอน (Haddon Matrix) ที่วิลเลียม แฮดดอน (William Haddon) นักระบาดวิทยาผู้บุกเบิกงานป้องกันการบาดเจ็บ เสนอให้มองอุบัติเหตุผ่านสามปัจจัย คือ คน ยานพาหนะ และสิ่งแวดล้อม ในสามช่วงเวลา คือ ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ เมื่อมองผ่านกรอบนี้ การสร้างวินัยและทักษะการขับขี่คือการลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ ส่วนการสวมหมวกนิรภัยคือการลดความรุนแรงขณะเกิดเหตุ ซึ่งการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบที่องค์การอนามัยโลกอ้างอิงพบว่า การสวมหมวกนิรภัยอย่างถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตได้ราวร้อยละสี่สิบสอง และลดความเสี่ยงการบาดเจ็บที่ศีรษะได้ราวร้อยละหกสิบเก้า
ในมิติของเยาวชนโดยเฉพาะ งานวิจัยด้านจิตวิทยาพัฒนาการ เช่น แบบจำลองระบบคู่ (Dual Systems Model) ของลอเรนซ์ สไตน์เบิร์ก (Laurence Steinberg) อธิบายว่า ในช่วงวัยรุ่น ระบบสมองที่ตอบสนองต่อรางวัลและความตื่นเต้นพัฒนาเร็วกว่าระบบที่ทำหน้าที่ยับยั้งชั่งใจ ทำให้วัยรุ่นมีแนวโน้มเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออยู่ท่ามกลางเพื่อน ข้อค้นพบนี้ชี้ว่า การใช้อิทธิพลของเพื่อนในทางบวก ผ่านการสร้างแกนนำเยาวชนด้านความปลอดภัย จึงเป็นเครื่องมือที่ได้ผลมากกว่าการสั่งสอนจากผู้ใหญ่เพียงฝ่ายเดียว
เยาวชนในวันนี้คือเจ้าของถนนในอนาคต
สิ่งที่อยากเห็นจากกิจกรรมในวันนี้ คือการให้น้อง ๆ กลับไปเป็นผู้นำด้านความปลอดภัยทางถนนในโรงเรียน ในครอบครัว และในชุมชนของตนเอง ชวนเพื่อนสวมหมวกนิรภัย เตือนคนในบ้านให้ขับขี่อย่างระมัดระวัง และเป็นแบบอย่างของการเคารพกติกาบนท้องถนน
เพราะเยาวชนในวันนี้คือเจ้าของถนนในอนาคต หากเราช่วยกันปลูกฝังวินัยและความตระหนักรู้ได้ตั้งแต่วันนี้ สิ่งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการลดความสูญเสียของประเทศไทยในระยะยาว
