ดันกฎหมายประมงนอกน่านน้ำไทย: เปิดทางชาวประมงสู่ทะเลสากล เพิ่มแหล่งสัตว์น้ำให้คนไทย

ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ผมในฐานะรองประธานคณะกรรมการกลั่นกรองกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย ได้รับมอบหนังสือจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ซึ่งเข้ายื่นเสนอร่างพระราชบัญญัติการประมงนอกน่านน้ำไทย พ.ศ. …. พร้อมขอให้พรรคภูมิใจไทยร่วมผลักดันร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาและส่งเสริมการประมง พ.ศ. …. เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยเหลือพี่น้องชาวประมงไทย

พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยและพร้อมสนับสนุนการมีกฎหมายประมงนอกน่านน้ำไทยอย่างเต็มที่ เพราะนี่คือทางออกสำคัญในการเพิ่มแหล่งสัตว์น้ำให้กับประเทศ และเปิดโอกาสในการประกอบอาชีพให้ชาวประมงไทยได้ก้าวออกไปไกลกว่าเดิม

ทำไมประเทศไทยต้องมีกฎหมายประมงนอกน่านน้ำ

พื้นที่ทำกินของชาวประมงในอ่าวไทยมีจำกัด ขณะที่ปริมาณสัตว์น้ำในน่านน้ำไทยก็ลดลงจนอยู่ในภาวะขาดแคลน การปล่อยให้ชาวประมงจำนวนมากแข่งขันกันจับสัตว์น้ำในพื้นที่เดิมต่อไป ย่อมไม่เป็นผลดีทั้งต่ออาชีพประมงและต่อทรัพยากรทางทะเลในระยะยาว ทางเลือกที่สำคัญจึงอยู่ที่การเปิดโอกาสให้ชาวประมงไทยออกไปทำประมงในทะเลสากลได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในชั้นคณะกรรมาธิการได้มีการหารือและเห็นตรงกันมาหลายปีแล้วว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะมารองรับการทำประมงนอกน่านน้ำ เพราะการออกไปทำประมงในทะเลสากลเกี่ยวข้องกับพันธกรณีและกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งกฎหมายประมงทั่วไปที่ใช้อยู่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับโดยตรง

หลักการสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการประมงนอกน่านน้ำไทย

หัวใจของร่างกฎหมายฉบับนี้คือการจัดตั้งหน่วยงานกึ่งรัฐขึ้นมาทำหน้าที่สองบทบาทควบคู่กัน

  1. บทบาทผู้กำกับดูแล (Regulator) ทำหน้าที่ควบคุม ตรวจสอบ และรับรองว่าการทำประมงนอกน่านน้ำของเรือไทยเป็นไปตามกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ
  2. บทบาทผู้ดำเนินการ (Operator) ร่วมกับชาวประมงในการออกไปทำประมงนอกน่านน้ำไทย ทั้งการวางแผน การจัดการ และการสนับสนุนการดำเนินงานจริง

การมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ทั้งสองด้านเช่นนี้ จะช่วยสร้างกลไกป้องกันผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ IUU Fishing (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing) ซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

บทเรียนจากเกาหลีใต้: แยกโครงสร้างอย่างชัดเจน

ตัวอย่างที่น่าศึกษาคือประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมีการแยกโครงสร้างการดำเนินงานด้านการประมงนอกน่านน้ำอย่างชัดเจน ทำให้การกำกับดูแลและการส่งเสริมอุตสาหกรรมเดินหน้าไปได้อย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยนำแนวทางนี้มาปรับใช้ ก็จะเปิดโอกาสให้เรานำสัตว์น้ำจากน่านน้ำสากลกลับมาเป็นแหล่งอาหารให้แก่ประชาชนในประเทศ ลดแรงกดดันต่อทรัพยากรในอ่าวไทย และสร้างรายได้ให้แก่ชาวประมงไปพร้อมกัน

ใช้กองทุนเกษตรที่มีอยู่ช่วยเหลือชาวประมง

สำหรับข้อเสนอเรื่องร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาและส่งเสริมการประมง แนวทางที่ได้เสนอไว้คือการใช้กองทุนด้านการเกษตรที่มีอยู่แล้วมาเป็นกลไกช่วยเหลือชาวประมง ซึ่งจะทำให้ความช่วยเหลือไปถึงมือพี่น้องชาวประมงได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอการจัดตั้งโครงสร้างใหม่ทั้งหมด

มุมมองทางวิชาการ: ทะเลสากล ความยั่งยืน และการต่อต้านประมงผิดกฎหมาย

ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) รับรองเสรีภาพในการทำประมงในทะเลหลวง แต่เสรีภาพนั้นมาพร้อมหน้าที่ของรัฐเจ้าของธงเรือที่ต้องควบคุมเรือของตนและร่วมมือกันอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ การทำประมงในทะเลสากลในทางปฏิบัติจึงอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ขององค์การบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาค (Regional Fisheries Management Organizations) เช่น คณะกรรมาธิการปลาทูน่าแห่งมหาสมุทรอินเดีย (IOTC) ที่กำหนดโควตา มาตรการอนุรักษ์ และข้อกำหนดด้านการรายงานข้อมูล ประเทศที่ต้องการส่งเรือออกไปทำประมงในทะเลสากลจึงต้องมีหน่วยงานที่มีขีดความสามารถในการกำกับดูแลอย่างแท้จริง ซึ่งตรงกับหลักการของร่างกฎหมายที่ให้มีหน่วยงานทำหน้าที่ผู้กำกับดูแล

ประเทศไทยเองมีบทเรียนสำคัญจากกรณีที่สหภาพยุโรปให้ใบเหลืองด้านการประมง IUU เมื่อปี พ.ศ. 2558 ก่อนจะได้รับการปลดใบเหลืองเมื่อปี พ.ศ. 2562 หลังการปฏิรูปกฎหมายและระบบติดตามเรือประมงครั้งใหญ่ บทเรียนนี้แสดงให้เห็นว่า การทำประมงนอกน่านน้ำโดยปราศจากกลไกควบคุมที่เข้มแข็ง อาจกระทบต่อการส่งออกสินค้าประมงของทั้งประเทศ การออกแบบกฎหมายใหม่ให้มีระบบป้องกันปัญหา IUU ตั้งแต่ต้น จึงเป็นการปกป้องทั้งชาวประมงและเศรษฐกิจของชาติ

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ทรัพยากร สภาพการทำประมงในอ่าวไทยสะท้อนแนวคิดโศกนาฏกรรมของทรัพยากรส่วนรวม (Tragedy of the Commons) ที่แกเร็ตต์ ฮาร์ดิน (Garrett Hardin) อธิบายไว้เมื่อปี ค.ศ. 1968 ว่า เมื่อทรัพยากรเป็นของส่วนรวมและผู้ใช้แต่ละรายต่างแสวงหาประโยชน์สูงสุดของตนเอง ทรัพยากรนั้นมีแนวโน้มถูกใช้จนเสื่อมโทรม การกระจายแรงประมงออกไปสู่แหล่งทรัพยากรใหม่ภายใต้การบริหารจัดการที่เป็นระบบ ควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรในน่านน้ำไทย จึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้อาชีพประมงและทรัพยากรทางทะเลอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับ Uncategorized

ติดต่อโดยตรงที่ me@nikornchamnong.com

พูดคุยกับ นิกร จำนง