ยกร่าง “ร่มใหญ่” ข้อบังคับการประชุมสภา: ปรับกติกาให้สภาทันสมัยและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ผมได้ให้สัมภาษณ์ในรายการคุยข่าว 3 ซึ่งดำเนินรายการโดยคุณสุชาดา นิ่มนวล ในประเด็นร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ข้อบังคับการประชุมสภาเปรียบเสมือนกติกาพื้นฐานที่กำหนดว่าสภาจะทำงานอย่างไร ตั้งแต่การประชุม การพิจารณากฎหมาย ไปจนถึงการทำงานของคณะกรรมาธิการ เมื่อกติกามีช่องว่าง การทำงานของสภาทั้งระบบก็ย่อมได้รับผลกระทบ ร่างฉบับนี้จึงถูกออกแบบให้เป็นร่มใหญ่ที่ช่วยอุดรอยรั่ว และเตรียมความพร้อมให้สภารองรับการทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างแท้จริง

ทำไมข้อบังคับฉบับปี 2562 จึงต้องปรับปรุง

ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ถูกใช้มาต่อเนื่องหลายปี และได้ช่วยให้สภาขับเคลื่อนงานมาได้ด้วยดี แต่เมื่อใช้จริงในระยะยาว ย่อมพบจุดที่ต้องปรับปรุง ช่องว่างทางกฎหมาย และปัญหาที่สะสมจนกระทบต่อการทำงาน โดยเฉพาะในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก กติกาที่เขียนไว้เมื่อหลายปีก่อนจึงไม่อาจรองรับรูปแบบการทำงานใหม่ได้ทั้งหมด

จากประสบการณ์ที่อยู่ในสภามาหลายปี และเคยมีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมาธิการที่พิจารณายกร่างข้อบังคับฉบับปี 2562 มาก่อน ทำให้เห็นทั้งจุดแข็งที่ควรรักษาไว้ และจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข การยกร่างครั้งนี้จึงตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงจากการใช้งานจริง มากกว่าการออกแบบจากทฤษฎีเพียงอย่างเดียว

สามหลักในการยกร่างร่มใหญ่

การยกร่างข้อบังคับฉบับใหม่ได้รวบรวมประสบการณ์จริงเข้ากับแนวทางสำคัญสามประการ ดังนี้

  1. คัดเลือกข้อดีจากร่างของสมาชิกหลายท่านที่เสนอเข้ามา โดยไม่เน้นเกมการเมือง แต่เน้นประโยชน์ต่อการทำงานของสภาจริง ๆ ในเชิงปฏิบัติ
  2. หารือและรับฟังเสียงสะท้อนจากข้าราชการประจำของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานจริงทุกวัน เพื่ออุดรอยรั่วและแก้ปัญหาหน้างาน
  3. ปรับปรุงให้รองรับระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งการรับส่งเอกสารและกระบวนการทำงาน เพื่อให้สภาทันสมัยยิ่งขึ้น

หลักทั้งสามประการนี้สะท้อนว่า ข้อบังคับที่ดีไม่ได้เกิดจากมุมมองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดจากการรับฟังทั้งผู้แทนราษฎรที่ใช้กติกา และเจ้าหน้าที่ที่ต้องนำกติกานั้นไปปฏิบัติในทุกขั้นตอน

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดระเบียบคณะกรรมาธิการ

ประเด็นที่มีข้อห่วงใยและเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือเรื่องการปรับอำนาจของคณะกรรมาธิการสามัญทั้งสามสิบห้าคณะ จึงขอชี้แจงให้เห็นภาพรวมที่ถูกต้องในสามประเด็น

1. ไม่ใช่การริบอำนาจ แต่เป็นการจัดระเบียบ

ร่างข้อบังคับนี้มุ่งแก้ไขช่องว่างที่เคยถูกนำไปใช้เกินขอบเขต เช่น การสั่งการหรือการเชิญบุคคลโดยไม่ผ่านมติของคณะกรรมาธิการ และการถ่ายทอดสดการประชุมโดยไม่ได้รับความเห็นชอบ ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อบุคคลภายนอกและข้าราชการที่ถูกเชิญมาชี้แจง อำนาจในการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการยังคงอยู่ครบถ้วน เพียงแต่ต้องใช้ภายใต้กติกาที่ชัดเจน

2. ยึดระบบทีมและมติเสียงข้างมาก

การขับเคลื่อนงานหรือการเชิญบุคคลใด ๆ ต้องผ่านมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการซึ่งมีสมาชิกสิบห้าท่าน ไม่ใช่การใช้ตำแหน่งประธานสั่งการแต่เพียงผู้เดียว หลักการนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้กลไกของสภาถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และทำให้การตัดสินใจของคณะกรรมาธิการสะท้อนความเห็นร่วมของสมาชิกอย่างแท้จริง

3. ยกระดับกติกาให้โปร่งใสและรัดกุม

ร่างข้อบังคับฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่บุคคลหรือกลุ่มใด แต่ต้องการสร้างมาตรฐานที่ชัดเจนสำหรับทุกคณะกรรมาธิการ ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การนำของฝ่ายใด เพื่อป้องกันความเสียหายต่อระบบราชการและบุคคลที่เกี่ยวข้องในอนาคต กติกาที่ดีต้องใช้ได้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

สภาที่ทันสมัยในยุคดิจิทัล

นอกจากการจัดระเบียบคณะกรรมาธิการแล้ว อีกหัวใจสำคัญของร่างฉบับนี้คือการปรับให้สภารองรับระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งการรับส่งเอกสาร การแจ้งนัดประชุม และกระบวนการทำงานภายใน ซึ่งจะช่วยลดการใช้กระดาษ ลดเวลาในการดำเนินงาน และทำให้การเข้าถึงข้อมูลของสมาชิกและประชาชนสะดวกขึ้น การปรับตัวในเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องความสะดวก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สภาสามารถทำงานได้ทันกับความต้องการของสังคมในยุคปัจจุบัน

สภาผู้แทนราษฎรเป็นของพวกเราทุกคน การปรับปรุงข้อบังคับในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการวางรากฐานให้สถาบันนิติบัญญัติทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

มุมมองทางวิชาการ: ระบบคณะกรรมาธิการกับธรรมาภิบาลของรัฐสภา

ในทางรัฐศาสตร์ ระบบคณะกรรมาธิการได้รับการยอมรับว่าเป็นหัวใจของการทำงานของรัฐสภาสมัยใหม่ วูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) เคยเขียนไว้ในหนังสือ Congressional Government เมื่อปี ค.ศ. 1885 ว่า รัฐสภาที่ประชุมกันในห้องกรรมาธิการคือรัฐสภาที่กำลังทำงานอยู่จริง เพราะงานพิจารณาเชิงลึก การตรวจสอบ และการรับฟังข้อมูลส่วนใหญ่เกิดขึ้นในชั้นกรรมาธิการ ด้วยเหตุนี้ การออกแบบกติกาของคณะกรรมาธิการจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างการให้อำนาจที่เพียงพอต่อการตรวจสอบ กับการป้องกันไม่ให้อำนาจนั้นถูกใช้เกินขอบเขต

หลักการตัดสินใจร่วมกันโดยมติของคณะ (Collective Decision-Making) เป็นหลักพื้นฐานของธรรมาภิบาลในองค์กรสาธารณะ เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่บุคคลเพียงคนเดียวจะใช้อำนาจตามอำเภอใจ และทำให้การตัดสินใจมีความชอบธรรมมากขึ้น ขณะเดียวกัน หลักความเป็นธรรมในกระบวนการ (Due Process) ก็เรียกร้องให้บุคคลที่ถูกเชิญมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม มีความชัดเจนในขอบเขตของการเชิญ และได้รับการคุ้มครองจากผลกระทบที่ไม่จำเป็น การกำหนดให้การถ่ายทอดสดต้องได้รับความเห็นชอบก่อน จึงเป็นการรักษาสมดุลระหว่างความโปร่งใสต่อสาธารณะกับสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ในด้านการปรับตัวสู่ระบบดิจิทัล สหภาพรัฐสภา (Inter-Parliamentary Union) ได้จัดทำรายงานว่าด้วยรัฐสภาอิเล็กทรอนิกส์ (World e-Parliament Report) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งชี้ว่ารัฐสภาทั่วโลกกำลังนำเทคโนโลยีมาใช้ทั้งในการจัดการเอกสาร การประชุม และการเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชน รัฐสภาที่ปรับตัวได้เร็วสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้กว้างขวางขึ้น การปรับปรุงข้อบังคับให้รองรับระบบอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นการยกระดับสภาไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากล

ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับ นักกฎหมาย

ติดต่อโดยตรงที่ me@nikornchamnong.com

พูดคุยกับ นิกร จำนง