เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ผมในฐานะอดีตที่ปรึกษาและกรรมการของคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อความปลอดภัยทางถนนของรัฐสภาไทย ได้ทำหนังสือเสนอต่อท่านประธานรัฐสภา ขอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อความปลอดภัยทางถนนของรัฐสภาขึ้นอีกครั้ง เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติได้ทำหน้าที่ผลักดัน ติดตาม และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
ที่มาของข้อเสนอ: ช่องว่างเชิงนโยบายที่ต้องได้รับการอุดให้เต็ม
ด้วยผมมีความเห็นว่า ในช่วงที่ผ่านมาการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทยยังขาดความชัดเจนในเชิงนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาประสบข้อจำกัดและอุปสรรคในหลายประการ การกำหนดกรอบทิศทางการพัฒนาเชิงนโยบายที่ชัดเจนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำหนดมาตรการ การตัดสินใจ และการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ในการลดจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่ป้องกันได้ การสูญเสียชีวิตและความพิการจากอุบัติเหตุในแต่ละปีไม่เพียงสร้างความเศร้าโศกแก่ครอบครัว แต่ยังก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลคิดเป็นสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ดังนั้นการที่รัฐสภาเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง จึงเป็นการยกระดับเรื่องนี้ให้เป็นวาระของชาติอย่างแท้จริง
สานต่อภารกิจที่เคยประสบความสำเร็จ
ผมเห็นสมควรอย่างยิ่งที่จะมีการสานต่อและขับเคลื่อนภารกิจด้านความปลอดภัยทางถนนของฝ่ายนิติบัญญัติให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับในสมัยสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อนหน้า ที่ได้มีการตั้งคณะทำงานในลักษณะนี้ตามที่ผมและภาคีเครือข่ายความปลอดภัยทางถนนได้เสนอผ่านท่านรองประธานสภา ซึ่งเป็นผู้นำเสนอว่ารัฐสภาควรมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน ติดตาม และสนับสนุนการดำเนินงานด้านนี้ จนประสบความสำเร็จมาแล้วในระดับหนึ่ง การฟื้นกลไกนี้ขึ้นมาอีกครั้งจึงเป็นการต่อยอดจากรากฐานที่วางไว้ มิใช่การเริ่มต้นจากศูนย์
บัดนี้ ท่านประธานรัฐสภาได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้ว และมีดำริเห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อความปลอดภัยทางถนนของรัฐสภาตามที่ผมเสนอ พร้อมมอบหมายให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานกรรมการ และเป็นผู้พิจารณากำหนดองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ ตลอดจนกรอบแนวทางการดำเนินงานตามความเหมาะสมและความจำเป็นต่อไป ซึ่งผมจะติดตามความคืบหน้าของภารกิจสำคัญนี้มารายงานให้พี่น้องประชาชนทราบเป็นระยะ
มุมมองทางวิชาการ: จากการโทษผู้ใช้รถใช้ถนน สู่แนวคิดระบบที่ปลอดภัย
แนวทางการแก้ปัญหาความปลอดภัยทางถนนในระดับสากลได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปอย่างสิ้นเชิงในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา จากเดิมที่มุ่งโทษพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นหลัก มาสู่แนวคิดระบบที่ปลอดภัย (Safe System Approach) ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการสำคัญว่ามนุษย์ย่อมมีโอกาสผิดพลาดได้ ระบบการจราจรจึงต้องถูกออกแบบให้ความผิดพลาดเหล่านั้นไม่นำไปสู่การเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส แนวคิดนี้พิจารณาองค์ประกอบทั้งห้าด้านควบคู่กัน คือถนนที่ปลอดภัย ยานพาหนะที่ปลอดภัย ความเร็วที่ปลอดภัย ผู้ใช้ถนนที่ปลอดภัย และการดูแลหลังเกิดเหตุที่มีประสิทธิภาพ
ต้นแบบของกระบวนทัศน์นี้คือนโยบายวิสัยทัศน์เป็นศูนย์ (Vision Zero) ที่ริเริ่มในประเทศสวีเดนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 โดยวางเป้าหมายเชิงจริยธรรมว่า ไม่มีการสูญเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสบนท้องถนนใดที่ยอมรับได้ หลักคิดนี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้องค์การสหประชาชาติประกาศทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน และตั้งเป้าหมายระดับโลกในการลดจำนวนผู้เสียชีวิตลงครึ่งหนึ่ง องค์การอนามัยโลกยังได้จัดทำรายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนระดับโลก ซึ่งสะท้อนว่าอุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของประชากรวัยหนุ่มสาว และประเทศกำลังพัฒนาต้องแบกรับภาระนี้มากที่สุด
สำหรับประเทศไทยซึ่งมีสถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงเป็นลำดับต้นของโลกมาอย่างต่อเนื่อง การนำหลักการเหล่านี้มาปรับใช้จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วน บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในที่นี้สอดคล้องกับแนวคิดการกำกับดูแลเชิงสถาบัน (Institutional Oversight) ที่ว่า การแก้ปัญหาเชิงระบบต้องอาศัยกลไกที่ติดตามผลอย่างต่อเนื่องและตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence based Policy) มิใช่การรณรงค์ตามฤดูกาลเพียงอย่างเดียว คณะกรรมการที่ปรึกษาของรัฐสภาจึงสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างงานวิชาการ หน่วยงานปฏิบัติ และการตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างเหมาะสม
ห้าเสาหลักของความปลอดภัยทางถนนตามกรอบสากล
กรอบการดำเนินงานที่องค์การสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลกใช้เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนนโยบายความปลอดภัยทางถนนทั่วโลก ประกอบด้วยเสาหลักห้าด้านที่ต้องดำเนินไปพร้อมกัน เสาแรกคือการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนน ซึ่งหมายถึงการมีหน่วยงานเจ้าภาพที่ชัดเจน มีข้อมูลกลาง และมีเป้าหมายที่วัดผลได้ เสาที่สองคือถนนและการสัญจรที่ปลอดภัย ครอบคลุมการออกแบบทางแยก ทางข้าม ไหล่ทาง และการแยกผู้ใช้ถนนเปราะบางออกจากกระแสจราจรความเร็วสูง เสาที่สามคือยานพาหนะที่ปลอดภัย ทั้งมาตรฐานการผลิตและการตรวจสภาพ เสาที่สี่คือผู้ใช้รถใช้ถนนที่ปลอดภัย ซึ่งรวมถึงการบังคับใช้กฎหมายและการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย และเสาที่ห้าคือการตอบสนองหลังเกิดเหตุ ทั้งระบบการแพทย์ฉุกเฉินและการเยียวยา
จุดแข็งของกรอบนี้อยู่ที่การมองปัญหาแบบองค์รวม เพราะการลงทุนในเสาใดเสาหนึ่งเพียงด้านเดียวมักให้ผลจำกัด ตัวอย่างเช่น การรณรงค์ให้สวมหมวกนิรภัยจะได้ผลก็ต่อเมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังควบคู่กับการออกแบบถนนที่ลดความเร็ว ณ จุดเสี่ยง ฝ่ายนิติบัญญัติจึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้เสาหลักทั้งห้านี้ได้รับงบประมาณและการสนับสนุนทางกฎหมายอย่างสมดุล ไม่กระจุกตัวอยู่ที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการกำกับติดตามนโยบาย
ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติมิได้มีหน้าที่เพียงตรากฎหมายเท่านั้น แต่ยังมีภารกิจสำคัญในการกำกับติดตามการทำงานของฝ่ายบริหาร คณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อความปลอดภัยทางถนนของรัฐสภาจึงเป็นกลไกที่ช่วยให้สมาชิกรัฐสภาสามารถตั้งคำถามบนฐานข้อมูล ติดตามการใช้จ่ายงบประมาณด้านความปลอดภัย และเชื่อมโยงเสียงสะท้อนของประชาชนในพื้นที่เข้ากับการกำหนดนโยบายระดับชาติ กลไกเช่นนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างเจตนารมณ์ของกฎหมายกับการบังคับใช้จริง ซึ่งมักเป็นจุดที่นโยบายจำนวนมากล้มเหลว
งานวิจัยด้านการบริหารนโยบายสาธารณะชี้ว่า ความต่อเนื่องเชิงสถาบันเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของนโยบายระยะยาว เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างอุบัติเหตุทางถนนไม่สามารถแก้ได้ในวาระการดำรงตำแหน่งเดียว การที่กลไกนี้ผูกติดกับรัฐสภาในฐานะสถาบัน มิใช่ตัวบุคคล จึงช่วยให้ภารกิจดำเนินต่อเนื่องแม้มีการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ภาคีเครือข่ายภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานปฏิบัติได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ
จากนโยบายสู่การปฏิบัติ: ความท้าทายที่ต้องเผชิญ
แม้กรอบแนวคิดจะชัดเจน แต่การแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติยังเผชิญความท้าทายหลายประการ ทั้งข้อจำกัดด้านงบประมาณ การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ทับซ้อน และคุณภาพของข้อมูลอุบัติเหตุที่ยังกระจัดกระจาย การมีคณะกรรมการที่ปรึกษาระดับรัฐสภาจะช่วยผลักดันให้เกิดการบูรณาการฐานข้อมูลกลาง ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการกำหนดนโยบายบนหลักฐานเชิงประจักษ์ เพราะหากไม่มีข้อมูลที่แม่นยำว่าอุบัติเหตุเกิดที่ใด เวลาใด และด้วยสาเหตุใด การจัดสรรทรัพยากรก็ย่อมขาดทิศทาง
ผมเชื่อว่าการทำงานเรื่องนี้ต้องอาศัยทั้งความอดทนและความต่อเนื่อง เพราะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานล้วนต้องใช้เวลา แต่ทุกก้าวที่เดินบนฐานความรู้และข้อมูล ย่อมนำเราเข้าใกล้เป้าหมายของการลดความสูญเสียได้อย่างแท้จริง ผมจึงตั้งใจจะใช้กลไกนี้เป็นเวทีเชื่อมประสานทุกภาคส่วน เพื่อให้ความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระที่ขับเคลื่อนได้จริง ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงในเอกสาร
บทสรุป: ทุกชีวิตบนท้องถนนมีค่าและป้องกันได้
การมีคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อความปลอดภัยทางถนนของรัฐสภา คือการประกาศเจตนารมณ์ว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเพียงสถิติที่ทำให้คนชินชา หากแต่จะทำให้กลายเป็นวาระที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความรู้ ความต่อเนื่อง และความรับผิดชอบ ผมเชื่อว่าหากเราออกแบบระบบให้ปลอดภัยตั้งแต่ต้น ใช้ข้อมูลนำการตัดสินใจ และทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน เราจะสามารถลดการสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ และคืนความปลอดภัยให้กับการเดินทางของพี่น้องประชาชนทุกคน
หมายเหตุ: เรียบเรียงจากหนังสือข้อเสนอต่อประธานรัฐสภาเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และความคืบหน้าปลายเดือนพฤษภาคม 2569 เสริมด้วยกรอบวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนน
