เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ผมในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างกฎหมายป้องกันการทารุณกรรมและส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ฉบับแรกของประเทศไทย และในฐานะผู้ที่ทำงานด้านการยกร่างกฎหมาย ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อว่าด้วยสิบเอ็ดปีของพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 กับการพัฒนาสวัสดิภาพสัตว์อย่างยั่งยืน ในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายผู้รักสัตว์ ซึ่งจัดโดยสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทยและองค์กรเครือข่าย
ในฐานะเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของคนรักสัตว์ที่เคยร่วมกันทำกฎหมายฉบับแรกของไทย ผมเชื่อมั่นเสมอว่าความเจริญของบ้านเมืองวัดได้จากวิธีที่เราปฏิบัติต่อชีวิตที่พูดแทนตัวเองไม่ได้ วันนี้ผมจึงได้นำกลไกทางนิติบัญญัติมาเสนอแนวทางการยกระดับกฎหมายสัตว์ของไทยในสองประเด็นขับเคลื่อนสำคัญ
ประเด็นที่หนึ่ง: ผ่าตัด พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557
กฎหมายฉบับเดิมที่ใช้มาแล้วสิบเอ็ดปี เมื่อประเมินผลสัมฤทธิ์อย่างจริงจังกลับพบว่าเปรียบเสมือนนกที่บินด้วยปีกเพียงข้างเดียว คือเด่นเฉพาะด้านการปราบปรามการทารุณกรรม แต่ปีกด้านการจัดสวัสดิภาพยังพิการและติดขัดอยู่ในสี่จุดสำคัญ
จุดที่หนึ่ง คำสั่งที่ไม่มีเขี้ยว นายทะเบียนมีอำนาจสั่งการองค์กรจัดสวัสดิภาพและสถานสงเคราะห์สัตว์ได้ตามกฎหมาย แต่กลับไม่มีบทกำหนดโทษหากมีการฝ่าฝืน กฎหมายส่วนนี้จึงกลายเป็นเสือกระดาษ
จุดที่สอง คนน้อยแต่พื้นที่กว้าง เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์มีจำนวนไม่เพียงพอต่อการดูแลสัตว์ทั่วประเทศ ทำให้การเข้าช่วยเหลือเมื่อมีเหตุร้องเรียนเกิดความล่าช้า
จุดที่สาม โทษเบาเกินความเป็นจริง บทลงโทษบางมาตราเบาเกินไป การทำร้ายสัตว์เพียงตัวเดียวกับการทำร้ายสัตว์ทั้งฝูงกลับได้รับโทษเท่ากัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับความหนักเบาของการกระทำ
จุดที่สี่ ปัญหาสัตว์เร่ร่อนที่ต้นน้ำยังไม่ถูกแก้ ปัจจุบันมีสุนัขและแมวที่ถูกทอดทิ้งทั่วประเทศจำนวนมาก แต่กฎหมายเดิมยังไม่มีกลไกควบคุมจำนวนที่ต้นเหตุผ่านการทำหมันอย่างเป็นระบบ
ผมจึงเสนอแก้ไขด้วยสิ่งที่เรียกได้ว่าใบสั่งแพทย์ห้าข้อ เพื่อต่อปีกด้านสวัสดิภาพสัตว์ให้กลับมาบินได้อย่างแข็งแรงอีกครั้ง
ใส่เขี้ยวให้คำสั่งของกฎหมาย เพิ่มบทกำหนดโทษต่อสถานสงเคราะห์ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของนายทะเบียน พร้อมขยายนิยามของคำว่าเจ้าของสัตว์ให้ครอบคลุมถึงผู้ให้อาหารเป็นประจำ เพื่อให้สัตว์เร่ร่อนมีผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย
กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาเป็นแกนหลักในการจัดการทำหมันและควบคุมจำนวนสัตว์เร่ร่อนอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำ
ปรับโทษให้สมกับการกระทำ ปรับบทลงโทษให้แปรผันตามชนิดและจำนวนสัตว์ที่ถูกทำร้าย การทารุณกรรมสัตว์จำนวนมากต้องได้รับโทษที่หนักขึ้นตามสมควร
คนทำผิดต้องชดใช้ กำหนดให้ผู้ทารุณกรรมหรือผู้ปล่อยปละละเลยต้องรับผิดชอบค่ารักษาและค่าดูแลสัตว์ตามจริง ไม่ผลักภาระไปให้เงินภาษีของประชาชน
ตั้งกองทุนสวัสดิภาพสัตว์ นำเงินค่าปรับและเงินบริจาคเข้ากองทุนเพื่อสนับสนุนการทำหมันและการหาบ้านใหม่ให้สัตว์ โดยเปิดให้ประชาชนตรวจสอบรายการเงินได้อย่างโปร่งใส
ประเด็นที่สอง: สถาปนาร่าง พ.ร.บ. ช้างแห่งชาติ
ปัจจุบันสถานะของช้างไทยถูกกำกับด้วยกฎหมายที่กระจัดกระจายหลายฉบับและอยู่ภายใต้การดูแลของหลายกระทรวง ทำให้ขาดเจ้าภาพหลักในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน เราจึงจำเป็นต้องผลักดันกฎหมายเฉพาะที่ตั้งอยู่บนเสาหลักสี่ต้น
เสาที่หนึ่ง สถานะสัตว์ประจำชาติ ยกระดับสถานะของช้างจากการเป็นสัตว์พาหนะตามกฎหมายเก่า ให้กลายเป็นสัตว์ประจำชาติที่มีสิทธิด้านสวัสดิภาพอย่างเต็มภาคภูมิ
เสาที่สอง กลไกเชิงนโยบาย ให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายช้างแห่งชาติ เพื่อบูรณาการและสั่งการข้ามกระทรวงได้อย่างมีเอกภาพ
เสาที่สาม ฐานข้อมูลที่เป็นเอกภาพ จัดทำฐานข้อมูลช้างแห่งชาติ พร้อมการฝังไมโครชิปและการตรวจดีเอ็นเอ เพื่อป้องกันการนำช้างป่ามาสวมสิทธิเป็นช้างบ้าน
เสาที่สี่ สวัสดิภาพและศักดิ์ศรี กำหนดมาตรฐานปางช้างควบคู่กับการยกระดับอาชีพควาญช้างให้เป็นวิชาชีพที่มีการรับรองและมีสวัสดิการที่ดี
มุมมองทางวิชาการ: หลักสวัสดิภาพสัตว์สากลและแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว
ข้อเสนอเหล่านี้สอดคล้องกับพัฒนาการของกฎหมายและวิชาการด้านสวัสดิภาพสัตว์ในระดับสากล หลักการพื้นฐานที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกคือเสรีภาพห้าประการ (Five Freedoms) ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากรายงานแบรมเบลล์ในประเทศอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1965 และได้รับการพัฒนาต่อโดยคณะกรรมการสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์ม หลักการนี้กำหนดว่าสัตว์ควรปราศจากความหิวกระหาย ปราศจากความไม่สบายกาย ปราศจากความเจ็บปวดและโรคภัย มีเสรีภาพในการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ และปราศจากความกลัวและความทุกข์ทรมาน แนวคิดนี้สะท้อนการยอมรับว่าสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตที่รับรู้ความรู้สึกได้ (Sentient Beings) ซึ่งเป็นฐานคิดสำคัญของกฎหมายสวัสดิภาพสัตว์สมัยใหม่ในหลายประเทศ
ในด้านการจัดการประชากรสัตว์เร่ร่อน องค์การอนามัยโลกและองค์กรระหว่างประเทศด้านสุขภาพสัตว์ต่างสนับสนุนแนวทางการทำหมันและการจัดการอย่างมีมนุษยธรรม แทนการกำจัด เพราะการกำจัดไม่สามารถลดจำนวนได้อย่างยั่งยืนตามปรากฏการณ์ที่เรียกว่าผลสุญญากาศ (Vacuum Effect) ที่ว่าเมื่อกำจัดสัตว์ออกไป สัตว์จากพื้นที่อื่นจะเข้ามาแทนที่ การควบคุมจำนวนที่ต้นน้ำด้วยการทำหมันอย่างเป็นระบบ จึงเป็นวิธีที่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับ และตรงกับข้อเสนอของผมที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก
นอกจากนี้ การออกแบบกฎหมายให้มีบทลงโทษที่ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของการกระทำ ยังสอดคล้องกับหลักความได้สัดส่วน (Principle of Proportionality) ในทางนิติศาสตร์ ขณะที่แนวคิดเรื่องสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) และสวัสดิภาพหนึ่งเดียว (One Welfare) อธิบายว่า สุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การจัดการสัตว์เร่ร่อนและสวัสดิภาพสัตว์อย่างเป็นระบบ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความเมตตา แต่เป็นการลดความเสี่ยงด้านโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน และเป็นการลงทุนในสุขภาวะของสังคมโดยรวม สำหรับกรณีช้างซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความซับซ้อนทางพฤติกรรมและมีความสำคัญต่ออัตลักษณ์ของชาติ การมีกฎหมายเฉพาะและฐานข้อมูลที่เป็นเอกภาพ ยังช่วยป้องกันปัญหาการลักลอบและการสวมสิทธิ ซึ่งเป็นปัญหาที่งานวิชาการด้านการอนุรักษ์ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง
หลักอิสรภาพห้าประการ: มาตรฐานสากลของสวัสดิภาพสัตว์
แนวคิดเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ในระดับสากลมีรากฐานมาจากหลักอิสรภาพห้าประการ ซึ่งพัฒนาขึ้นในประเทศอังกฤษตั้งแต่ทศวรรษ 1960 และกลายเป็นกรอบอ้างอิงที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก หลักการนี้ประกอบด้วยอิสรภาพจากความหิวกระหาย อิสรภาพจากความไม่สบายกาย อิสรภาพจากความเจ็บปวดและโรคภัย อิสรภาพในการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ และอิสรภาพจากความกลัวและความทุกข์ทรมาน หลักการทั้งห้านี้สะท้อนความเข้าใจที่ว่าสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตที่รับรู้ความรู้สึกได้ การดูแลสวัสดิภาพสัตว์จึงมิใช่เพียงการไม่ทารุณ แต่รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมให้สัตว์ดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
การที่กฎหมายของไทยจะก้าวให้ทันมาตรฐานสากล จำเป็นต้องนำหลักการเหล่านี้มาเป็นฐานในการออกแบบบทบัญญัติ ทั้งในแง่การกำหนดมาตรฐานการเลี้ยงดู การขนส่ง และการป้องกันการกระทำที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานโดยไม่จำเป็น การปรับปรุงพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ที่บังคับใช้มาครบสิบเอ็ดปี จึงควรพิจารณานำแนวคิดร่วมสมัยเหล่านี้มาเสริมให้กฎหมายมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
บทเรียนจากการบังคับใช้กฎหมายตลอดสิบเอ็ดปี
ตลอดระยะเวลาที่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ ได้สะท้อนทั้งความก้าวหน้าและช่องว่างที่ต้องปรับปรุง ในด้านหนึ่ง กฎหมายได้สร้างความตระหนักในสังคมว่าการทารุณกรรมสัตว์เป็นความผิดที่มีบทลงโทษ และเปิดทางให้หน่วยงานและภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาทในการคุ้มครองสัตว์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การบังคับใช้จริงยังเผชิญข้อจำกัดหลายประการ ทั้งความชัดเจนของนิยาม การพิสูจน์ความผิด ความเพียงพอของบทลงโทษ และกลไกการดูแลสัตว์หลังการช่วยเหลือ ช่องว่างเหล่านี้คือสิ่งที่การทบทวนกฎหมายควรให้ความสำคัญ
ผมเห็นว่าการปรับปรุงกฎหมายต้องตั้งอยู่บนข้อมูลจากการบังคับใช้จริงและการรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ องค์กรพิทักษ์สัตว์ สัตวแพทย์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป เพื่อให้กฎหมายที่ปรับปรุงแล้วสามารถบังคับใช้ได้จริงและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม มิใช่เป็นเพียงบทบัญญัติที่ดูดีแต่ไม่อาจนำไปปฏิบัติ
แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว: สวัสดิภาพสัตว์กับความเป็นอยู่ของมนุษย์
ในระดับสากลมีแนวคิดที่เรียกว่าสุขภาพหนึ่งเดียว ซึ่งมองว่าสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การดูแลสวัสดิภาพสัตว์จึงมิใช่เรื่องของความเมตตาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวพันกับการป้องกันโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ความปลอดภัยทางอาหาร และความสมดุลของระบบนิเวศ เมื่อมองในกรอบนี้ การลงทุนดูแลสวัสดิภาพสัตว์อย่างเป็นระบบย่อมส่งผลดีกลับมาสู่สังคมมนุษย์ในหลายมิติ ทั้งด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตโดยรวม
สำหรับร่างพระราชบัญญัติช้างแห่งชาติที่ผมผลักดันนั้น ก็ตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ว่าช้างเป็นทั้งสัตว์ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมและเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่เปราะบาง การมีกฎหมายเฉพาะที่ดูแลทั้งช้างบ้านและช้างป่าอย่างเป็นระบบ จะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง การดูแลสุขภาพและสวัสดิภาพของช้าง ตลอดจนการอนุรักษ์ให้ช้างไทยดำรงอยู่คู่กับสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน
บทสรุป: ให้เสียงของชีวิตที่พูดไม่ได้ดังขึ้นในสภา
ผมได้ยืนยันอีกครั้งว่า ตราบใดที่ผมยังถือปากกาแห่งการยกร่างกฎหมายและมีเครื่องมือนี้อยู่ในมือ เสียงของชีวิตที่พูดไม่ได้จะต้องดังขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร และเราจะเดินหน้าไปด้วยกันจนกว่ากฎหมายไทยจะคุ้มครองทุกชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่มีเมตตา การยกระดับกฎหมายสัตว์ของไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเครื่องวัดวุฒิภาวะและความเจริญทางจิตใจของสังคมเรา และเป็นภารกิจที่ผมตั้งใจจะผลักดันให้สำเร็จเป็นรูปธรรมต่อไป
หมายเหตุ: เรียบเรียงจากการบรรยายพิเศษเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 เสริมด้วยกรอบวิชาการด้านสวัสดิภาพสัตว์ หลักเสรีภาพห้าประการ และแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว
ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับ ผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับสัตว์
ติดต่อโดยตรงที่ me@nikornchamnong.com
พูดคุยกับ นิกร จำนง