เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 16.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ผมในฐานะหนึ่งในสมาชิกเครือข่าย SHAP หรือ Safe Helmets for Asia-Pacific ของประเทศไทย ได้เข้าร่วมการประชุมออนไลน์กับผู้แทนจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เครือข่ายนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของกลุ่มประเทศในภูมิภาคที่มีนโยบายร่วมกันในการส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย เพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ไม่สวมหมวกนิรภัย อันเป็นสาเหตุการเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสในระดับต้นของภูมิภาค
รายงานความคืบหน้า: รัฐสภาไทยตั้งคณะกรรมการ TPACRS แล้ว
ในการประชุมครั้งนี้ ผมได้แจ้งต่อที่ประชุมว่ารัฐสภาไทยได้มีความคืบหน้าที่สำคัญ โดยประธานรัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อความปลอดภัยทางถนนของรัฐสภาไทย หรือ TPACRS ซึ่งย่อมาจาก Thailand Parliamentary Advisory Council for Road Safety เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมีรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เป็นประธานกรรมการ และพลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นรองประธานกรรมการ
การจัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้เป็นผลสืบเนื่องจากข้อเสนอที่ผมได้ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติของไทยมีกลไกที่ทำหน้าที่ผลักดัน ติดตาม และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นระบบ การที่กลไกนี้ประกอบด้วยตัวแทนจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา สะท้อนว่าเรื่องความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระร่วมของทั้งสองสภา ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และการนำเรื่องนี้ไปรายงานต่อเวทีระหว่างประเทศก็เป็นการยืนยันว่าประเทศไทยเอาจริงเอาจังกับพันธกรณีด้านความปลอดภัยทางถนนในระดับสากล
ผลงานที่น่าภาคภูมิใจ: เยาวชนไทยสวมหมวกนิรภัยมากขึ้น
ผมได้นำเสนอผลงานที่โดดเด่นของประเทศไทยในรอบปีที่ผ่านมาต่อที่ประชุม นั่นคือการที่เยาวชนไทยหันมาสวมหมวกนิรภัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลจากการรณรงค์ของภาคีเครือข่ายความปลอดภัยทางถนนของไทยที่ทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในกลุ่มเยาวชนถือเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญ เพราะกลุ่มวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดต่อการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ การปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่วัยเยาว์จึงเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนระยะยาว
ที่ประชุมยังได้กำหนดให้มีการประชุมใหญ่ในระดับภูมิภาคภายใต้ชื่อ SHAP SUMMIT ที่ประเทศเวียดนาม ในช่วงวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งผมได้รับปากว่าจะพยายามเดินทางไปร่วมประชุมด้วยตนเอง เพราะเห็นว่าเป็นโครงการสำคัญที่ประเทศในภูมิภาคต้องร่วมมือกัน การประชุมสุดยอดเช่นนี้เป็นโอกาสที่ประเทศต่างๆ จะได้แลกเปลี่ยนบทเรียน แนวปฏิบัติที่ดี และประสานนโยบายให้สอดคล้องกัน อันจะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนของทั้งภูมิภาคไปพร้อมกัน
หมวกนิรภัย: มาตรการที่คุ้มค่าที่สุดในการลดความสูญเสีย
ในเชิงวิชาการ การส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในมาตรการที่มีความคุ้มค่าสูงที่สุดในการลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บที่ศีรษะจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ องค์การอนามัยโลกและงานวิจัยด้านความปลอดภัยทางถนนจำนวนมากชี้ตรงกันว่า หมวกนิรภัยที่ได้มาตรฐานและสวมใส่อย่างถูกวิธีสามารถลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บที่ศีรษะรุนแรงและการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพิจารณาว่าการบาดเจ็บที่ศีรษะเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ การผลักดันให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสวมหมวกนิรภัยจึงเป็นมาตรการที่ให้ผลตอบแทนสูงเมื่อเทียบกับต้นทุน
อย่างไรก็ตาม การรณรงค์เพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอ ประสบการณ์จากหลายประเทศชี้ว่าการเพิ่มอัตราการสวมหมวกนิรภัยอย่างยั่งยืนต้องอาศัยการทำงานหลายด้านควบคู่กัน ทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างสม่ำเสมอ การสร้างความตระหนักรู้ในสังคม การทำให้หมวกนิรภัยที่ได้มาตรฐานมีราคาที่เข้าถึงได้ และการปลูกฝังพฤติกรรมตั้งแต่ในสถานศึกษา การที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกรวมตัวกันเป็นเครือข่าย จึงช่วยให้แต่ละประเทศเรียนรู้จากกันและเสริมพลังในการขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้
มุมมองทางวิชาการ: การทูตรัฐสภาและความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางถนน
บทบาทของรัฐสภาในเวทีระหว่างประเทศด้านความปลอดภัยทางถนน สะท้อนแนวคิดที่เรียกว่าการทูตรัฐสภา ซึ่งหมายถึงการที่ฝ่ายนิติบัญญัติเข้าไปมีบทบาทในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพิ่มเติมจากการทูตของฝ่ายบริหารตามปกติ การทูตรัฐสภามีจุดแข็งตรงที่สมาชิกรัฐสภามีความยึดโยงกับประชาชนโดยตรง และมีอำนาจในการตรากฎหมายและจัดสรรงบประมาณ การที่ผู้แทนรัฐสภาไปให้คำมั่นในเวทีระหว่างประเทศ จึงมีน้ำหนักในแง่ที่สามารถนำไปสู่การผลักดันเชิงกฎหมายและงบประมาณได้จริงเมื่อกลับมาทำงานในประเทศ
นอกจากนี้ ความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางถนนยังสอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ ที่ประกาศให้เป็นทศวรรษแห่งการลงมือทำเพื่อความปลอดภัยทางถนน พร้อมตั้งเป้าหมายลดจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุลงอย่างมีนัยสำคัญ เป้าหมายเหล่านี้เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะอุบัติเหตุทางถนนไม่เพียงคร่าชีวิตผู้คน แต่ยังสร้างภาระทางเศรษฐกิจและซ้ำเติมความยากจนของครอบครัวผู้ประสบเหตุ การที่ประเทศในภูมิภาคร่วมมือกันจึงเป็นการช่วยกันเดินหน้าสู่เป้าหมายร่วมของประชาคมโลก
แนวคิดสำคัญอีกประการหนึ่งคือการเรียนรู้ข้ามพรมแดน ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการลดอุบัติเหตุมักมีบทเรียนที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศอื่น เช่น การออกแบบระบบใบอนุญาตขับขี่ การกำหนดมาตรฐานหมวกนิรภัย หรือการใช้ข้อมูลนำการตัดสินใจ การรวมตัวเป็นเครือข่ายในระดับภูมิภาคช่วยให้เกิดการถ่ายทอดความรู้และการเทียบเคียงมาตรฐาน ซึ่งเร่งให้แต่ละประเทศพัฒนาได้เร็วขึ้นกว่าการทำงานโดยลำพัง
ทำไมรถจักรยานยนต์จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของภูมิภาค
ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีลักษณะเฉพาะที่ทำให้ความปลอดภัยของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นโจทย์สำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะหลักในการเดินทางของประชาชนจำนวนมาก ทั้งด้วยราคาที่เข้าถึงได้และความคล่องตัวในการใช้งานในเมืองที่การจราจรหนาแน่น แต่ในทางกลับกัน ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ก็เป็นกลุ่มผู้ใช้ถนนที่เปราะบางที่สุด เพราะมีเกราะป้องกันร่างกายน้อยเมื่อเทียบกับผู้โดยสารในรถยนต์ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ โอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตจึงสูงกว่ามาก
ด้วยเหตุนี้ การส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัยจึงเป็นมาตรการที่ตรงจุดที่สุดสำหรับบริบทของภูมิภาค เพราะเป็นการเข้าไปลดความรุนแรงของการบาดเจ็บในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด การที่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาครวมตัวกันภายใต้เครือข่ายเดียว จึงช่วยให้เกิดพลังในการผลักดันนโยบายและการแลกเปลี่ยนแนวทางที่ได้ผล ซึ่งแต่ละประเทศสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของตนเองได้
จากเวทีระหว่างประเทศสู่การขับเคลื่อนในประเทศ
สิ่งที่ผมให้ความสำคัญคือการทำให้ความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศแปลงไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในประเทศ การมีคณะกรรมการ TPACRS ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากทั้งสองสภา ทำให้ข้อเสนอและบทเรียนที่ได้จากเครือข่ายระหว่างประเทศสามารถถูกนำมาผลักดันผ่านกลไกนิติบัญญัติได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การติดตามการจัดสรรงบประมาณ หรือการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานปฏิบัติ กลไกนี้จึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างพันธกรณีระดับสากลกับการดำเนินงานในระดับประเทศ
ผมมองว่าการทำงานเรื่องความปลอดภัยทางถนนต้องอาศัยความต่อเนื่องและการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และความร่วมมือระหว่างประเทศ การประชุม SHAP SUMMIT ที่จะจัดขึ้นในเวียดนามช่วงเดือนกันยายนนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ผมตั้งใจจะเข้าร่วม เพื่อนำบทเรียนและความร่วมมือที่ได้กลับมาต่อยอดการทำงานในประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
บทสรุป: ความปลอดภัยทางถนนคือวาระร่วมที่ไร้พรมแดน
การที่รัฐสภาไทยตั้งคณะกรรมการ TPACRS ขึ้นภายในประเทศ และเชื่อมต่อกับเครือข่าย SHAP ในระดับภูมิภาค เป็นการทำงานสองระดับที่เสริมกัน คือการวางกลไกภายในให้เข้มแข็ง พร้อมกับการเรียนรู้และร่วมมือกับนานาประเทศ ผมเชื่อว่าอุบัติเหตุทางถนนเป็นปัญหาที่ป้องกันได้ และการสูญเสียทุกชีวิตล้วนมีคุณค่าเกินกว่าจะปล่อยให้กลายเป็นเพียงตัวเลขสถิติ ผมจะใช้ทั้งกลไกในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศนี้เป็นแรงผลักดันความปลอดภัยทางถนนอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้การเดินทางของพี่น้องประชาชนทั้งในไทยและทั่วภูมิภาคปลอดภัยยิ่งขึ้น
หมายเหตุ: เรียบเรียงจากการเข้าร่วมประชุมเครือข่าย SHAP เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และการแต่งตั้งคณะกรรมการ TPACRS เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 เสริมด้วยกรอบวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนนและความร่วมมือระหว่างประเทศ
