เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ผมได้ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะข่าวเข้ม อธิบายประเด็นร้อนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในขณะนี้ ผมขอสรุปประเด็นสำคัญมาเล่าให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจอย่างง่าย เพื่อให้การถกเถียงในเรื่องนี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ตรงกันและตรวจสอบได้
สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้หรือไม่ ในมุมของภูมิใจไทย
ร่างของพรรคภูมิใจไทยยึดถือตามแนวคำวินิจฉัย คือไม่ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ในฐานะที่เราเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล เราต้องปฏิบัติตามหลักนิติรัฐและเดินให้ตรงตามกรอบกฎหมาย พร้อมรับผิดชอบต่อความเป็นไปได้จริง เราเสนอสิ่งที่ทำให้เกิดผลได้จริง ไม่ใช่เสนอเพียงเพื่อสร้างภาพว่าเป็นพรรคที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมมาก แต่ในทางปฏิบัติกลับทำไม่ได้ เพราะหากเดินไปในเส้นทางที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ ความพยายามทั้งหมดก็อาจต้องสูญเปล่า
โมเดล สสร. สูตร 100 คน มาจากไหน
วิธีการที่พรรคภูมิใจไทยเสนอมีความคล้ายคลึงกับแนวทางของรัฐธรรมนูญปี 2540 คือเปิดให้ประชาชนสมัครเข้ามา แล้วให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก การได้มาในลักษณะนี้ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง เพราะไม่มีคูหาเลือกตั้ง โดยจะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตัวจริงจำนวน 100 คน และมีสำรองอีก 300 คน แบ่งเป็นตัวแทนจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน รวม 77 คน และนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญอีก 23 คน
วิธีการเลือกที่เราออกแบบมีความเป็นธรรม เพราะเลือกตามสัดส่วนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาในรัฐสภา ซึ่งเป็นหลักประกันได้ว่าฝ่ายค้านจะมีส่วนร่วมอย่างแน่นอน ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยนั้น เราเปิดทางไว้ให้ไปหารือกันในชั้นกรรมาธิการ เพื่อให้กระบวนการมีความรอบคอบและตกผลึกก่อนที่จะเดินหน้าต่อไป
ความเห็นตุลาการบางท่าน ไม่ใช่คำวินิจฉัยที่มีผลผูกพัน
มีการอ้างถึงความเห็นของตุลาการบางท่านว่าสามารถให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้ ผมขอชี้แจงว่าสิ่งนั้นไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเพียงความเห็นส่วนตนของตุลาการบางท่านเท่านั้น จึงไม่อาจยึดถือเป็นหลักการที่มีผลผูกพันได้ สิ่งที่มีผลผูกพันต่อทุกองค์กรคือคำวินิจฉัยที่เป็นมติขององค์คณะ ด้วยเหตุนี้พรรคภูมิใจไทยจึงยืนยันเดินหน้าตามร่างเดิมของเราที่สอดคล้องกับคำวินิจฉัย
ผมจะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า การมีส่วนร่วมมีหลายมิติ รูปแบบที่มาของ สสร. เป็นเพียงรูปแบบ ไม่ใช่เนื้อหา เนื้อหาที่แท้จริงคือเราต้องการให้กระบวนการเป็นเหมือนปี 2540 คือรับฟังความเห็นของประชาชนเป็นหลัก ใช้เวลายาวนานเป็นปีในการรับฟัง และท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินขั้นสุดท้ายผ่านการออกเสียงประชามติ
ข้อเตือนใจเรื่องการดำเนินการให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัย
กรณีที่มีข้อเสนอให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แล้วให้ สสร. ไปเลือกกรรมาธิการยกร่างอีกชั้นหนึ่งนั้น ผมไม่เห็นด้วย เพราะเกรงว่าจะซ้ำรอยเดิมเหมือนกรณีเรื่องจำนวนครั้งของการทำประชามติ ที่เคยมีการอ้างความเห็นของตุลาการบางท่านว่าทำสองครั้งก็เพียงพอ แต่สุดท้ายคำวินิจฉัยจริงกลับระบุว่าต้องทำถึงสามครั้ง ความเห็นเฉพาะบุคคลเช่นนี้ไม่มีผลผูกพัน หากร่างเขียนมาในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงเช่นนี้ เราก็ไม่สามารถลงมติเห็นชอบให้ได้
ส่วนคำถามที่ว่าสมาชิกรัฐสภาจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในตอนนี้เลยได้หรือไม่ ผมเห็นว่ายังยื่นไม่ได้ เพราะยังไม่มีเหตุ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ที่ปรึกษากฎหมายของรัฐสภา การจะยื่นเรื่องต้องมีเหตุเกิดขึ้นก่อน และทุกฝ่ายต้องระมัดระวังว่าการดำเนินการที่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อาจนำไปสู่ปัญหาเรื่องจริยธรรมได้ ซึ่งผมได้ให้ความเห็นด้วยความเป็นห่วงไปแล้ว
เป้าหมายอยู่ที่การมีรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การเมืองเฉพาะหน้า
เฉพาะในส่วนของพรรคภูมิใจไทย เราไม่สามารถรับหลักการของร่างที่ให้เลือกตั้ง สสร. โดยตรงได้ เพราะเห็นว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก สสร. คือผู้ยกร่างทั้งหมด ส่วนกรรมาธิการยกร่างที่มีการอ้างถึงนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบของ สสร. หากไปเลือก สสร. โดยตรงเข้ามา เราเชื่อว่าจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน
มีผู้ย้อนถามว่าพรรคภูมิใจไทยเคยประกาศว่าอยากให้ สสร. มาจากประชาชน เหตุใดตอนนี้จึงไม่เดินหน้าต่อ ผมมองว่าการยึดติดกับรูปแบบที่ทำไม่ได้จริงนั้นไม่ถูกต้อง ถ้าเราจะทำรัฐธรรมนูญ เราต้องทำให้สำเร็จ ไม่ใช่ทำเพื่อผลทางการเมืองหรือเพื่อให้ประชาชนชื่นชมว่าเรายึดมั่นประชาธิปไตย แต่กลับไปทำในสิ่งที่ทำไม่ได้ เปรียบเหมือนการลงแข่งฟุตบอลโลกแล้วไม่ฟังกติกาของสหพันธ์ วิ่งไปยิงประตูโดยไม่ฟังผู้กำกับเส้น ย่อมไม่อาจนับเป็นประตูได้ เป้าหมายที่แท้จริงจึงอยู่ที่การได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่การมุ่งวิพากษ์วิจารณ์เพื่อผลักผู้อื่นออกจากเส้นทาง
ไทม์ไลน์: แก้รายมาตราควบคู่ทั้งฉบับ และข้อกังวลเรื่องเวลา
สำหรับกรอบเวลา คาดว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะแล้วเสร็จประมาณปี 2572 ในระหว่างนี้ยังมีประเด็นที่ค้างอยู่ ซึ่งเราไม่ควรปล่อยให้เวลาสองถึงสามปีนี้เสียเปล่า จึงเสนอให้แก้ไขรายมาตราในสองเรื่องหลักควบคู่กันไป เรื่องแรกคือการถอดยุทธศาสตร์ชาติยี่สิบปีออก เพราะเป็นกรอบที่มัดงบประมาณและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นนี้ ยากที่ใครจะควบคุมทิศทางล่วงหน้าได้ถึงยี่สิบปี และเรื่องที่สองคือการกระจายอำนาจทางการคลังให้ท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทและมีงบประมาณเพียงพอต่อการพัฒนาพื้นที่
ในส่วนของกระบวนการขณะนี้ มีความเป็นไปได้ที่ขั้นตอนจะขยับออกไปประมาณห้าเดือน เนื่องจากร่างภาคประชาชนที่เข้ามาต้องผ่านการตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าชื่อจำนวนห้าหมื่นชื่อ และต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอีกสี่สิบห้าวัน ทำให้ไม่ทันสมัยประชุมนี้และต้องเลื่อนไปอีกหนึ่งสมัยประชุม อย่างไรก็ตาม เราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้สำเร็จ และเชื่อมั่นว่าจะเสร็จสิ้นภายในวาระของรัฐสภาชุดนี้ที่จะครบวาระในปี 2573 โดยต้องเผื่อเวลาสำหรับการจัดทำกฎหมายลูกอีกประมาณเจ็ดถึงแปดเดือน เพื่อให้สามารถใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้ทัน
มุมมองทางวิชาการ: รูปแบบที่มาของ สสร. กับความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ
ในทางทฤษฎีรัฐธรรมนูญ วิธีการได้มาซึ่งสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมายาวนาน แนวทางที่ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงมีจุดแข็งด้านความยึดโยงกับประชาชน ขณะที่แนวทางแบบผสมที่ให้ประชาชนสมัครแล้วรัฐสภาคัดเลือก มีจุดแข็งด้านการคัดกรองคุณสมบัติและการสร้างสมดุลของตัวแทนจากหลากหลายกลุ่ม รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่มักถูกยกเป็นต้นแบบของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ก็ใช้กระบวนการที่ผสมผสานระหว่างการมีส่วนร่วมของประชาชนกับการคัดเลือกโดยองค์กรที่ยึดโยงกับการเลือกตั้ง
ประเด็นสำคัญที่นักวิชาการเน้นย้ำคือ ความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิธีการได้มาซึ่ง สสร. เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง การเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ไปจนถึงการให้ประชาชนตัดสินขั้นสุดท้ายผ่านการออกเสียงประชามติ เมื่อมองในกรอบนี้ การให้ประชาชนเป็นผู้ชี้ขาดในตอนท้ายผ่านประชามติ จึงเป็นหลักประกันความชอบธรรมที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ารูปแบบการได้มาซึ่งผู้ยกร่าง
อีกประเด็นหนึ่งที่มีนัยเชิงทฤษฎีคือหลักความสอดคล้องกับคำวินิจฉัยขององค์กรตุลาการ ในระบบที่ยึดหลักนิติรัฐ การดำเนินการทางการเมืองต้องอยู่ภายในกรอบที่ศาลได้วางบรรทัดฐานไว้ การแยกแยะระหว่างคำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันกับความเห็นส่วนตนของตุลาการ จึงเป็นเรื่องพื้นฐานที่ช่วยให้การถกเถียงสาธารณะตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ถูกต้อง และป้องกันความเสี่ยงที่กระบวนการทั้งหมดจะสะดุดลงเพราะความคลาดเคลื่อนในการตีความ
บทสรุป: เดินตรงตามกติกา เพื่อให้รัฐธรรมนูญของประชาชนเกิดขึ้นจริง
จุดยืนของผมและพรรคภูมิใจไทยในเรื่องนี้ตั้งอยู่บนหลักการเดียวกันมาโดยตลอด คือความมุ่งมั่นที่จะให้ประเทศมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ต้องเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องตามกฎหมายและสอดคล้องกับคำวินิจฉัย เพื่อไม่ให้ความพยายามที่ดีต้องสะดุดหรือสูญเปล่า ผมเชื่อว่าเมื่อเราให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินขั้นสุดท้ายผ่านประชามติ และดำเนินกระบวนการด้วยความรอบคอบและซื่อตรงต่อกติกา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงก็จะเกิดขึ้นได้ในที่สุด
หมายเหตุ: เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการเจาะข่าวเข้ม เผยแพร่ช่วงวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เสริมด้วยกรอบวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญและกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ เนื้อหาสะท้อนจุดยืนของผู้ให้สัมภาษณ์ มิได้มีเจตนาวิพากษ์วิจารณ์บุคคลหรือพรรคการเมืองใดเป็นการเฉพาะ
