ร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข: เส้นทางสายกลางเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งที่ยาวนาน

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ผมได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ซึ่งเป็นเรื่องที่วุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติมและส่งคืนมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ตลอดชั่วชีวิตทางการเมืองของผมตั้งแต่ปี 2529 ผมยึดแนวทางสายกลางและการประนีประนอมในการแก้ปัญหาความขัดแย้งมาโดยตลอด และมีโอกาสทำงานศึกษาเรื่องการสร้างความปรองดองผ่านหลายกลไกสำคัญ

ประสบการณ์บนเส้นทางการสร้างความปรองดอง

ในปี 2554 ผมได้ร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งมีพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน ต่อมาในปี 2559 ได้ร่วมเป็นกรรมาธิการศึกษาเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและการสร้างความสามัคคีปรองดองในสังคมไทยของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และในช่วงที่ผ่านมายังได้ทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่งมีอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นประธาน รวมทั้งเป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาศึกษาข้อมูลและสถิติคดีความผิดอันเนื่องมาจากแรงจูงใจทางการเมือง ทำให้ผมเข้าใจฐานข้อมูลและตัวเลขของผู้ได้รับผลกระทบเป็นอย่างดี

และในที่สุด ผมได้ทำหน้าที่กรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขฉบับนี้เอง ประสบการณ์การทำงานที่ต่อเนื่องยาวนานในเรื่องนี้ ทำให้ผมเข้าใจทั้งความละเอียดอ่อนของประเด็นและความคาดหวังของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน

ข้อยกเว้นสำคัญที่ยังคงยืนหลักการเดิมของสภา

ในการอภิปรายครั้งนี้ ผมได้ให้ความเห็นและชี้แจงในสามประเด็นหลัก หลังจากตรวจดูร่างที่วุฒิสภาแก้ไขกลับมาอย่างละเอียด ประเด็นแรกคือวุฒิสภายังคงยืนยันหลักการสำคัญเดิมของสภาผู้แทนราษฎร โดยร่างของวุฒิสภาไม่ได้แตะต้องหรือแก้ไขข้อยกเว้นสำคัญสามข้อที่สภาผู้แทนราษฎรส่งไป นั่นคือ ไม่ให้มีการยกเว้นความผิดแก่ความผิดฐานทุจริตคอร์รัปชัน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือความผิดต่อส่วนตัว การคงข้อยกเว้นเหล่านี้ไว้เป็นหลักประกันว่ากฎหมายจะมุ่งคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง โดยไม่กระทบต่อหลักการสำคัญอื่นของสังคม

เคลียร์ปมกฎหมายเลือกตั้ง

ประเด็นที่สองคือการชี้แจงกระแสข่าวที่ว่ากฎหมายนี้จะยกเว้นความผิดเรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาหรือกรณีการสมยอมกันในการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งผมยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ฐานความผิดเกี่ยวกับคดีเลือกตั้งนี้มีอยู่แล้วในร่างเดิมเพื่อเยียวยากรณีในอดีต เช่น การปิดหน่วยเลือกตั้งหรือการฉีกบัตรเลือกตั้ง ซึ่งได้เสนอเข้าสภามาตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2567 อันเป็นเวลาก่อนการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่เพิ่งเกิดขึ้นตามมาถึงสี่เดือน

ยิ่งไปกว่านั้น ตัวผมเองเป็นผู้เสนอปรับปรุงถ้อยคำเพิ่มเข้าไปให้ชัดเจนว่า การเยียวยาต้องไม่เกี่ยวพันกับการเลือกตั้งโดยทุจริต การกระทำที่ไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดฉวยโอกาสใช้ช่องว่างของกฎหมาย การชี้แจงข้อเท็จจริงนี้จึงมีความสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมและเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการนิติบัญญัติ

ประเด็นเยาวชนและการรักษาสมดุลของสังคม

ประเด็นที่สามคือเรื่องมาตรา 11 หรือมาตรา 9/1 เดิม ที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน ผมได้ชี้แจงว่าวุฒิสภาไม่ได้ตัดสิทธิเยาวชน แต่เพิ่มความชัดเจนตามหลักการเดิม เพราะในความเป็นจริง หากเยาวชนกระทำความผิดตามมาตรา 112 แม้จะผ่านกลไกของมาตรานี้ ก็จะยังติดขัดกับหลักการในมาตรา 3 อยู่ดี ประเด็นนี้จึงต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ เพื่อให้ตัวบทกฎหมายมีความสอดคล้องกันภายในและไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในการตีความ

ผมได้เสนอให้มองในอีกมุมหนึ่งว่า หากปล่อยให้มีการยกเว้นความผิดตามมาตรา 112 ในกลุ่มเยาวชน อาจกลายเป็นเงื่อนไขที่สร้างความขัดแย้งครั้งใหม่ในสังคมไทยที่รุนแรงกว่าเดิม และส่งผลกระทบต่ออนาคตของเด็กเหล่านั้นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องระมัดระวังเพื่อปกป้องพวกเขา ทางออกที่ผมเห็นว่าดีที่สุดในสถานการณ์นี้คือ สภาผู้แทนราษฎรควรเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไข เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านและสามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบกว่าหกพันคนได้ทันที ส่วนกลุ่มเยาวชนจำนวนไม่มากนักนั้น เราต้องหาทางเยียวยาช่วยเหลือด้วยวิธีอื่นต่อไป การดำเนินการในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการหยุดความขัดแย้งที่ยาวนานกว่ายี่สิบปี และทำให้สังคมไทยได้คลายความตึงเครียดลง

ผลการลงมติของสภา

ภายหลังการอภิปราย ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติ โดยมีผู้ลงมติทั้งหมด 449 คน ผลปรากฏว่ามีผู้เห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไข 306 เสียง ไม่เห็นชอบ 141 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขตามที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมมา ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ต่อไป

มุมมองทางวิชาการ: ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง

แนวคิดเบื้องหลังกฎหมายลักษณะนี้เชื่อมโยงกับหลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับการเยียวยาความสัมพันธ์และการฟื้นฟูสังคม มากกว่าการมุ่งลงโทษเพียงอย่างเดียว ในสังคมที่ผ่านความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ การหาทางออกที่ช่วยให้ผู้คนสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน กระบวนการเช่นนี้มักต้องอาศัยความสมดุลระหว่างการให้อภัยกับการรักษาหลักความรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้การคลี่คลายความขัดแย้งกลายเป็นการละเลยความยุติธรรม

ประสบการณ์จากหลายประเทศที่ผ่านความขัดแย้งภายในชี้ว่า การออกแบบกลไกคลี่คลายความขัดแย้งต้องคำนึงถึงขอบเขตที่ชัดเจนว่าความผิดประเภทใดควรอยู่หรือไม่อยู่ในขอบเขตของการเยียวยา การกำหนดข้อยกเว้นสำหรับความผิดร้ายแรงบางประเภท เช่น การทุจริตหรือความผิดที่กระทบต่อชีวิตผู้อื่น เป็นแนวทางที่ช่วยรักษาสมดุลระหว่างเป้าหมายของการปรองดองกับการธำรงหลักนิติธรรม การถกเถียงเรื่องขอบเขตเหล่านี้จึงเป็นหัวใจของการออกแบบกฎหมายที่ทั้งช่วยคลี่คลายความขัดแย้งและได้รับการยอมรับจากสังคมในวงกว้าง

อีกมิติหนึ่งที่วิชาการให้ความสำคัญคือความต่อเนื่องและความอดทนของกระบวนการ ความขัดแย้งที่สั่งสมมายาวนานไม่อาจคลี่คลายได้ด้วยมาตรการเดียวหรือในชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยการทำงานที่ต่อเนื่องและการสร้างความไว้วางใจระหว่างฝ่ายต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป การเลือกเดินหน้าด้วยสิ่งที่ทำได้ในขณะนี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ก่อน แล้วจึงหาทางดูแลกรณีที่ซับซ้อนต่อไป จึงเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับลักษณะของการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งที่ต้องดำเนินไปเป็นขั้นตอน

เหตุใดการเดินหน้าด้วยสิ่งที่ทำได้จึงสำคัญ

ในการทำงานเรื่องที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ ผมเชื่อว่าการเลือกเดินหน้าด้วยสิ่งที่ทำได้จริงในขณะนี้ มีความสำคัญมากกว่าการยึดติดกับความสมบูรณ์แบบที่อาจทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก หากเรารอให้ทุกประเด็นได้ข้อยุติที่ทุกฝ่ายพอใจอย่างสมบูรณ์ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากก็อาจต้องรอคอยการเยียวยาต่อไปอย่างไม่มีกำหนด การเห็นชอบร่างที่วุฒิสภาแก้ไข เพื่อให้กฎหมายผ่านและช่วยเหลือผู้คนกว่าหกพันคนได้ทันที จึงเป็นการตัดสินใจบนหลักการที่ว่า ประโยชน์ที่จับต้องได้สำหรับคนส่วนใหญ่ไม่ควรถูกหน่วงไว้เพราะประเด็นที่ยังหาข้อยุติไม่ได้

ขณะเดียวกัน การที่ผมเสนอให้หาทางเยียวยากลุ่มเยาวชนด้วยวิธีอื่นต่อไป ก็สะท้อนว่าการเดินหน้าในครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะละทิ้งกรณีที่ยังตกค้าง แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยดูแลกรณีที่ซับซ้อนในจังหวะและด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมกว่า แนวทางนี้สอดคล้องกับหลักการทำงานทางการเมืองที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างอุดมคติกับความเป็นไปได้จริงอยู่เสมอ

ความรับผิดชอบในการสื่อสารข้อเท็จจริงต่อสังคม

อีกประเด็นที่ผมให้ความสำคัญคือความรับผิดชอบในการสื่อสารข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ ในเรื่องที่มีความอ่อนไหวและมีกระแสข่าวคลาดเคลื่อนได้ง่ายเช่นนี้ การชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจตรงกันว่ากฎหมายครอบคลุมหรือไม่ครอบคลุมสิ่งใด เป็นหน้าที่สำคัญของผู้แทนประชาชน เพราะข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในวงกว้างและซ้ำเติมความขัดแย้งแทนที่จะคลี่คลาย การที่ผมชี้แจงเรื่องขอบเขตของกฎหมายและที่มาของบทบัญญัติต่างๆ อย่างละเอียด จึงเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะให้การถกเถียงในสังคมตั้งอยู่บนฐานข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

บทสรุป: สายกลางที่มุ่งให้สังคมได้เดินหน้าต่อ

ตลอดการทำงานในเรื่องนี้ ผมยึดมั่นในแนวทางสายกลางและการประนีประนอม ด้วยความเชื่อว่าการคลี่คลายความขัดแย้งที่ยืดเยื้อต้องอาศัยทั้งความรอบคอบในหลักการและความกล้าที่จะเดินหน้าด้วยสิ่งที่ทำได้จริง การเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นก้าวหนึ่งที่จะช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากให้ได้รับการเยียวยา และเปิดโอกาสให้สังคมไทยได้คลายความตึงเครียดที่สั่งสมมานาน ผมเชื่อว่าเมื่อเราทำงานบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความรับผิดชอบ และความปรารถนาดีต่อส่วนรวม สังคมไทยก็จะสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและเดินหน้าต่อไปด้วยกันได้

หมายเหตุ: เรียบเรียงจากการอภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เสริมด้วยกรอบวิชาการด้านความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และการคลี่คลายความขัดแย้ง เนื้อหาสะท้อนจุดยืนและคำชี้แจงของผู้อภิปราย

ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญ

ติดต่อโดยตรงที่ me@nikornchamnong.com

พูดคุยกับ นิกร จำนง