เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ผมในฐานะผู้แทนคุณแม่แฉล้ม จำนง ครอบครัวจำนง และในฐานะประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย ได้ร่วมกันมอบเงินสนับสนุนจำนวน 350,000 บาท ให้แก่มูลนิธิประชาปลอดภัย โดยมีคุณจักรี ทิณเกิด ผู้จัดการมูลนิธิฯ เป็นตัวแทนรับมอบ
การมอบเงินในครั้งนี้เกิดจากความตั้งใจของครอบครัวจำนงที่ต้องการทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่คุณแม่แฉล้ม จำนง ผู้ล่วงลับ ด้วยการส่งต่อความดีไปสู่งานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เพื่อให้มูลนิธิฯ นำไปใช้ขับเคลื่อนกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ได้อย่างเต็มกำลัง
สี่ภารกิจที่บุญกุศลครั้งนี้จะช่วยขับเคลื่อน
เงินสนับสนุนจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้ในภารกิจหลักของมูลนิธิประชาปลอดภัยสี่ด้าน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันก่อนเกิดเหตุ ไปจนถึงการช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ ดังนี้
- การส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน และการรณรงค์ความปลอดภัยสาธารณะ
- การสร้างองค์ความรู้เพื่อป้องกันสาธารณภัย และเสริมสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม
- การพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ให้เติบโตและปฏิบัติตนเป็นบุคคลปลอดภัย
- การบรรเทาและแก้ไขปัญหาจากสาธารณภัย รวมถึงการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในด้านต่าง ๆ
ภารกิจทั้งสี่ด้านนี้เชื่อมโยงกันเป็นวงจรเดียว การรณรงค์และการให้ความรู้ช่วยลดโอกาสเกิดเหตุ การปลูกฝังเยาวชนช่วยสร้างพฤติกรรมที่ปลอดภัยในระยะยาว และเมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง การบรรเทาและการช่วยเหลือที่รวดเร็วก็ช่วยลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด
ทำไมความปลอดภัยทางถนนยังเป็นวาระที่รอไม่ได้
อุบัติเหตุทางถนนยังคงพรากชีวิตคนไทยไปมากกว่าหนึ่งหมื่นหกพันคนในแต่ละปี และอีกจำนวนมากต้องบาดเจ็บหรือพิการ ความสูญเสียเหล่านี้ไม่ได้จบลงที่ผู้ประสบเหตุ แต่ส่งผลต่อครอบครัว รายได้ และอนาคตของคนอีกหลายคน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้รถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง
ปัญหาที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้ไม่อาจแก้ได้ด้วยหน่วยงานรัฐเพียงลำพัง ภาคประชาสังคมจึงมีบทบาทสำคัญในการเข้าถึงชุมชน โรงเรียน และกลุ่มเป้าหมายที่กลไกของรัฐอาจเข้าไม่ถึง การสนับสนุนมูลนิธิฯ ในครั้งนี้จึงเป็นการเพิ่มกำลังให้แก่งานที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความใกล้ชิดกับประชาชน
จากความรักของครอบครัว สู่ความปลอดภัยของสังคม
การทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับในสังคมไทยมีได้หลายรูปแบบ แต่การเลือกส่งต่อบุญผ่านงานด้านความปลอดภัย คือการทำให้ความรักที่มีต่อคุณแม่ไม่หยุดอยู่เพียงในครอบครัว หากขยายออกไปปกป้องชีวิตของผู้คนอีกจำนวนมาก ทุกครั้งที่เด็กคนหนึ่งได้เรียนรู้การสวมหมวกนิรภัย หรือชุมชนหนึ่งได้เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ ย่อมเป็นผลบุญที่งอกงามต่อเนื่องไปอีกยาวนาน
บุญที่เกิดจากการรักษาชีวิตผู้อื่นเป็นบุญที่วัดค่าไม่ได้ เพราะชีวิตหนึ่งที่รอดพ้นจากอุบัติเหตุ หมายถึงครอบครัวหนึ่งที่ไม่ต้องสูญเสีย และอนาคตหนึ่งที่ยังคงดำเนินต่อไปได้
ขออุทิศผลบุญกุศลในครั้งนี้ส่งถึงคุณแม่แฉล้ม จำนง ณ ที่ไกลโพ้น และหวังว่าพลังแห่งการให้ครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ปลอดภัย และเป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนต่อไป
บุคคลปลอดภัย: ความปลอดภัยที่เริ่มต้นจากตัวเรา
แนวคิดการสร้างบุคคลปลอดภัยที่มูลนิธิฯ ยึดถือ สะท้อนความเชื่อว่าความปลอดภัยไม่ได้เริ่มต้นจากกฎหมายหรือหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากประชาชนแต่ละคนที่มีความรู้ ความตระหนัก และความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น บุคคลปลอดภัยคือผู้ที่รู้จักประเมินความเสี่ยง ปฏิบัติตามกติกา และพร้อมช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเกิดเหตุ
การลงทุนสร้างบุคคลปลอดภัยตั้งแต่วัยเด็กและเยาวชน จึงเป็นการลงทุนที่ให้ผลระยะยาวที่สุด เพราะพฤติกรรมที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่วันนี้ จะติดตัวไปจนเป็นผู้ใหญ่ และส่งต่อไปยังครอบครัวและชุมชนในรุ่นต่อไป
มุมมองทางวิชาการ: การป้องกันเชิงรุกและพลังของภาคประชาสังคม
ในระดับสากล กรอบการดำเนินงานเซนไดว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ค.ศ. 2015 ถึง 2030 (Sendai Framework for Disaster Risk Reduction) ของสหประชาชาติ ได้เปลี่ยนจุดเน้นจากการตอบสนองหลังเกิดภัย ไปสู่การลดความเสี่ยงล่วงหน้า และให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคประชาสังคมและชุมชนในการสร้างความรู้และความพร้อม ขณะที่แนวทางระบบที่ปลอดภัย (Safe System Approach) ด้านความปลอดภัยทางถนนก็ย้ำหลักความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ภารกิจของมูลนิธิประชาปลอดภัยทั้งด้านการให้ความรู้ การรณรงค์ และการบรรเทาสาธารณภัย จึงสอดคล้องกับทิศทางสากลทั้งสองด้าน
งานวิชาการด้านการป้องกันการบาดเจ็บยังชี้ว่า การให้ความรู้เพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างยั่งยืน แต่ต้องทำควบคู่กับการปรับสภาพแวดล้อม การบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างบรรทัดฐานทางสังคมที่เห็นว่าความปลอดภัยเป็นเรื่องปกติของทุกคน แนวคิดวัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety Culture) จึงมองว่าเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ความปลอดภัยกลายเป็นค่านิยมร่วมของสังคม ไม่ใช่เพียงกฎที่ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรภาคประชาสังคมสามารถสร้างได้ผ่านการทำงานกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง
ในมิติทางวัฒนธรรม การทำบุญแล้วอุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่นตรงกับหลักปัตติทานมัย หนึ่งในบุญกิริยาวัตถุสิบประการในพระพุทธศาสนา ซึ่งหมายถึงบุญที่เกิดจากการแบ่งปันความดีให้แก่ผู้อื่น การนำหลักนี้มาผสานกับการสนับสนุนงานสาธารณประโยชน์ จึงเป็นทั้งการแสดงความกตัญญูต่อผู้ล่วงลับ และการสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ให้แก่สังคม
