ทบทวนร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย: จูนกลไกให้เป็นธรรมทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ ก่อนตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภา

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งเป็นเรื่องที่วุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติมและส่งคืนมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 137 ผมได้อภิปรายแสดงความเป็นห่วงในฐานะกรรมการกลั่นกรองกฎหมาย และเสนอว่าสภาผู้แทนราษฎรไม่ควรเห็นชอบกับการแก้ไขของวุฒิสภาในบางมาตรา

เหตุผลสำคัญคือกฎหมายล้มละลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางแพ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ หากเราปรับจูนกลไกไม่ดี พลาดไปเพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งสองฝ่าย และอาจทำให้ตัวบทกฎหมายเกิดความขัดแย้งกันเอง กฎหมายที่ดีจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ได้ฟื้นตัว กับการคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของเจ้าหนี้ไปพร้อมกัน

ข้อสังเกตสามประเด็นสำคัญต่อร่างที่วุฒิสภาแก้ไข

ประเด็นแรกคือมาตรา 90/106 ว่าด้วยแผนฟื้นฟูและดอกเบี้ยผิดนัด ผมเห็นว่าระยะเวลาที่ขยายออกไปนั้นยังไม่สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกำหนดกรอบไว้ไม่เกินห้าปี ความไม่สอดคล้องนี้อาจทำให้บทบัญญัติของกฎหมายสองฉบับไปเกยทับกันเอง และก่อให้เกิดปัญหาในการตีความและการบังคับใช้ในทางปฏิบัติ

ประเด็นที่สองคือการขยายกรอบเวลาจากสิบปีเป็นยี่สิบปี ในกรณีนี้วุฒิสภาได้ขยายเฉพาะกรอบเวลา แต่ไม่ได้ปรับกลไกอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกัน โดยร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎรกำหนดอัตราไว้ที่ร้อยละสาม ซึ่งควรพิจารณาว่าเมื่อขยายเวลาออกไปนานขึ้นเช่นนี้ ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละสองหรือไม่ เพื่อไม่ให้ภาระดอกเบี้ยสะสมกลายเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของลูกหนี้

ประเด็นที่สามคือมาตรา 90/151 ว่าด้วยการขยายเพดานหนี้ ร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎรกำหนดไว้ที่หนึ่งแสนบาท แต่วุฒิสภาได้ปรับเพิ่มขึ้นไปถึงสามแสนบาท ทั้งที่ข้อมูลพบว่าหนี้เฉลี่ยของประชาชนรายย่อยอยู่ที่ประมาณหนึ่งแสนถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทเท่านั้น การยกเพดานหนี้ขึ้นสูงเช่นนี้ แทนที่จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู กลับอาจกลายเป็นการตัดโอกาสของประชาชนรายย่อยจำนวนมากที่มีหนี้ต่ำกว่าเพดานใหม่นี้

ข้อเสนอ: ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อทบทวนรายละเอียด

เพื่อความรอบคอบและประโยชน์สูงสุดของทุกฝ่าย ผมจึงได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภา เพื่อนำร่างกลับไปทบทวนและปรับปรุงรายละเอียดในสี่ถึงห้ามาตรานี้ให้สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะใช้เวลาไม่นาน แต่จะทำให้ทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจว่ากฎหมายที่ออกมาจะไม่มีช่องโหว่หรือความขัดแย้งภายในตัวบท และในที่สุดที่ประชุมสภาก็ได้มีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วม โดยผมได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการชุดนี้ พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคภูมิใจไทย คือคุณเผดิมชัย สะสมทรัพย์ และคุณพชรกร อรรณนพพร

ความคืบหน้า: การประชุมนัดแรกและการทำหน้าที่ประธาน

ต่อมาในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติล้มละลายได้ประชุมเป็นครั้งแรก โดยที่ประชุมได้พิจารณาเลือกตำแหน่งต่างๆ ในคณะกรรมาธิการตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 และได้ให้ความไว้วางใจเลือกให้ผมทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมทั้งแต่งตั้งกรรมาธิการท่านอื่นให้ดำรงตำแหน่งรองประธาน ที่ปรึกษา เลขานุการ และโฆษกคณะกรรมาธิการ ครบตามองค์ประกอบที่ข้อบังคับกำหนด

ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่สำคัญนี้ เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาหนี้สินและอยู่ในสภาวะล้มละลายให้สามารถฟื้นฟูสถานะของตนได้ คณะกรรมาธิการชุดนี้จะพิจารณาร่างอย่างรอบคอบและครอบคลุม เพื่อให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายสำคัญอีกฉบับหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

มุมมองทางวิชาการ: ปรัชญาของกฎหมายฟื้นฟูกิจการและการให้โอกาสเริ่มต้นใหม่

กฎหมายล้มละลายสมัยใหม่ทั่วโลกได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมุ่งลงโทษลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ มาสู่แนวคิดการให้โอกาสเริ่มต้นใหม่ ซึ่งมองว่าการปล่อยให้ลูกหนี้ที่สุจริตแต่ประสบปัญหาได้มีโอกาสฟื้นฟูสถานะทางการเงินและกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง ย่อมเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวลูกหนี้เองและต่อเศรษฐกิจโดยรวม แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจว่าความล้มเหลวทางธุรกิจหรือการเงินไม่ได้เกิดจากความไม่สุจริตเสมอไป และการฟื้นฟูมักสร้างมูลค่าได้มากกว่าการบังคับชำระบัญชีจนสิ้นสภาพ

อย่างไรก็ตาม หลักการนี้ต้องสมดุลกับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ เพราะหากกฎหมายเอนเอียงไปทางลูกหนี้มากเกินไป ก็อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นในระบบสินเชื่อและทำให้การเข้าถึงเงินทุนยากขึ้นสำหรับทุกคน นี่คือเหตุผลที่ทุกรายละเอียดของกฎหมายล้มละลาย ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาของแผนฟื้นฟู หรือเพดานหนี้ ล้วนต้องได้รับการออกแบบอย่างประณีต เพราะตัวเลขที่ดูเหมือนเป็นเพียงรายละเอียดทางเทคนิค กลับส่งผลโดยตรงต่อชะตากรรมของคนจำนวนมาก

ประเด็นเรื่องเพดานหนี้ที่ผมตั้งข้อสังเกต สะท้อนหลักการสำคัญในการออกแบบนโยบายที่ว่า เกณฑ์ที่กำหนดต้องสอดคล้องกับข้อมูลความเป็นจริงของกลุ่มเป้าหมาย หากเพดานถูกตั้งไว้สูงกว่าระดับหนี้ที่แท้จริงของประชาชนรายย่อยมาก มาตรการที่ตั้งใจจะช่วยเหลือก็อาจไม่ครอบคลุมผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด การกำหนดเกณฑ์บนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์จึงเป็นหัวใจของการทำให้กฎหมายบรรลุเจตนารมณ์ที่แท้จริง

บทบาทของกรรมการกลั่นกรองกฎหมายในกระบวนการนิติบัญญัติ

การที่ผมอภิปรายในฐานะกรรมการกลั่นกรองกฎหมาย สะท้อนความสำคัญของกลไกการตรวจสอบคุณภาพของกฎหมายก่อนที่จะประกาศบังคับใช้ กระบวนการนิติบัญญัติที่ดีไม่ได้จบเพียงการลงมติเห็นชอบในหลักการ แต่ต้องมีการพิจารณาในรายละเอียดอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าตัวบทกฎหมายมีความสอดคล้องกันภายใน ไม่ขัดกับกฎหมายฉบับอื่น และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาในภายหลัง การทำหน้าที่กลั่นกรองจึงเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนตั้งแต่ต้นทาง

กรณีของร่างพระราชบัญญัติล้มละลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า แม้ทั้งสองสภาจะมีเจตนารมณ์ร่วมกันในการช่วยเหลือลูกหนี้ แต่ความแตกต่างในรายละเอียดทางเทคนิค เช่น อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลา หรือเพดานหนี้ ก็อาจส่งผลต่อผู้คนจำนวนมากได้ กลไกคณะกรรมาธิการร่วมของทั้งสองสภาจึงเป็นเครื่องมือที่ระบบรัฐสภาออกแบบไว้ เพื่อประสานความเห็นที่แตกต่างและหาข้อยุติที่ดีที่สุดร่วมกัน ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้

ความเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายหนี้สินกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ปัญหาหนี้สินของประชาชนรายย่อยไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนบุคคล แต่เชื่อมโยงกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวม เมื่อประชาชนจำนวนมากตกอยู่ในภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวโดยไม่มีทางออกที่เป็นระบบ ผลกระทบย่อมลุกลามไปถึงการบริโภค การลงทุน และความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ กฎหมายฟื้นฟูและกฎหมายล้มละลายที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสม จึงทำหน้าที่เป็นกลไกรองรับที่ช่วยให้ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้มีทางออกที่เป็นธรรม และช่วยให้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจกลับเข้าสู่การใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง แทนที่จะติดค้างอยู่ในสภาวะที่ไม่มีข้อยุติ

นี่คือเหตุผลที่ผมเห็นว่าการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องทำด้วยความประณีต เพราะเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดในกฎหมายจะส่งผลต่อการตัดสินใจของทั้งผู้ให้สินเชื่อและผู้กู้ในวงกว้าง หากเกณฑ์เหล่านี้สอดคล้องกับความเป็นจริงและมีความเป็นธรรม กฎหมายก็จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม การทำงานของคณะกรรมาธิการร่วมชุดนี้จึงมีความหมายมากกว่าการปรับแก้ถ้อยคำเพียงไม่กี่มาตรา เพราะเป็นการวางรากฐานของกลไกทางกฎหมายที่จะส่งผลต่อชีวิตของประชาชนและต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

บทสรุป: ความรอบคอบในรายละเอียด คือความเป็นธรรมที่จับต้องได้

การทำงานเรื่องร่างพระราชบัญญัติล้มละลายฉบับนี้ตอกย้ำความเชื่อของผมที่ว่า กฎหมายที่ดีไม่ได้วัดกันเพียงที่เจตนารมณ์ แต่วัดกันที่รายละเอียดที่ต้องรอบคอบและสอดคล้องกันทั้งระบบ การเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อทบทวนเพียงไม่กี่มาตรา จึงไม่ใช่การถ่วงเวลา แต่เป็นการลงทุนเพื่อให้ได้กฎหมายที่เป็นธรรมและใช้การได้จริง ผมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้จะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนที่ประสบปัญหาหนี้สินได้มีโอกาสตั้งต้นชีวิตใหม่ ควบคู่ไปกับการรักษาความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายในระบบเศรษฐกิจ

หมายเหตุ: เรียบเรียงจากการอภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 และการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมนัดแรกเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เสริมด้วยกรอบวิชาการด้านกฎหมายล้มละลายและการฟื้นฟูกิจการ

ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับ นักกฎหมาย

ติดต่อโดยตรงที่ me@nikornchamnong.com

พูดคุยกับ นิกร จำนง