เหตุผลที่ภูมิใจไทยถอนรายชื่อจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ: หลักการที่ต้องมาก่อนการเมือง

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ผมได้ให้สัมภาษณ์เพื่อชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็นที่พรรคภูมิใจไทยมีมติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ขอถอนรายชื่อออกจากร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทย ผมขอใช้พื้นที่นี้อธิบายให้พี่น้องประชาชนเข้าใจอย่างตรงไปตรงมาว่า การตัดสินใจครั้งนี้ตั้งอยู่บนหลักการทางกฎหมายและความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลแต่อย่างใด

จุดเริ่มต้น: เจตนาดีที่นำไปสู่ข้อกังวลทางหลักการ

ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ตอนแรกเราได้ร่วมลงชื่อเพื่อสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยมีรายชื่อครบตามจำนวนที่กำหนดในการเสนอญัตติ แต่เมื่อคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคได้พิจารณารายละเอียดของร่างอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะในส่วนของกระบวนการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่ให้ประชาชนเลือกผู้สมัครจำนวนสามร้อยคนโดยตรง แล้วให้รัฐสภาคัดกรองเหลือหนึ่งร้อยคน เราพบประเด็นที่สุ่มเสี่ยงในเชิงหลักการ เพราะเมื่อต้นทางประชาชนได้เลือกมาโดยตรงแล้ว การให้องค์กรอื่นมาเลือกซ้ำอีกชั้นหนึ่ง อาจขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชนที่ได้แสดงออกในลำดับแรก และอาจกลายเป็นการให้อำนาจซ้อนทับกันจนเกิดสภาพที่เรียกได้ว่าสภาซ้อนสภา

หลักคิดจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญประกอบกับบทความทางวิชาการด้านกฎหมายมหาชน เราเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มีที่มาจากการออกเสียงประชามติ ประชาชนจึงเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญที่แท้จริง การออกแบบให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง แล้วซ้อนด้วยกลไกการคัดเลือกอีกชั้น อาจกลายเป็นการสร้างองค์กรที่ใช้อำนาจซ้อนกันจนกระทบต่อโครงสร้างที่ศาลเคยวางกรอบไว้ ความกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะหากเดินหน้าไปแล้วถูกวินิจฉัยภายหลังว่าไม่ชอบ ความตั้งใจของประชาชนทั้งหมดอาจต้องสูญเปล่า

ทำไมจึงต้องถอนชื่อ แทนที่จะรอแปรญัตติในชั้นกรรมาธิการ

มีคำถามว่าเหตุใดจึงไม่ปล่อยให้ผ่านวาระที่หนึ่งไปก่อน แล้วค่อยไปแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ ผมขอชี้แจงว่า ครั้งนี้มีความเสี่ยงที่จะถูกยื่นเรื่องตั้งแต่วาระแรก เพราะประชาชนได้แสดงเจตนาเห็นชอบเรื่องการทำประชามติมาแล้วกว่ายี่สิบเอ็ดล้านเสียง พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในสภาและเป็นแกนนำรัฐบาล จะดำเนินการแบบขอไปทีไม่ได้ ทุกขั้นตอนต้องเคร่งครัดและรัดกุมไม่ให้ขัดต่อแนวคำวินิจฉัยของศาล หากสมาชิกของพรรคลงมติสนับสนุนสิ่งที่เป็นประเด็นปัญหา ก็อาจถูกร้องว่าฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามคำปฏิญาณตนที่ให้ไว้ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่

อีกทั้งบริบทของวันนี้แตกต่างจากอดีต ในสภาชุดก่อน พรรคภูมิใจไทยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่มีข้อตกลงผูกพันให้จัดทำรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนด แต่ครั้งนี้เราเป็นผู้ริเริ่มและเป็นต้นทางเอง จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหากถูกร้องขึ้นมาย่อมกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ในภาวะที่ประเทศกำลังเผชิญความยากลำบากทางเศรษฐกิจ เราอยากให้รัฐนาวาเดินหน้าแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างมั่นคง มากกว่าจะไปสร้างปมปัญหาทางการเมืองขึ้นมาเอง

ยืนยันว่าไม่กระทบความร่วมมือ และไม่ก้าวก่ายเพื่อนร่วมทาง

การถอนชื่อครั้งนี้ไม่ได้กระทบต่อการยื่นญัตติของพรรคเพื่อไทย เพราะเสียงสนับสนุนของเขาเกินจำนวนที่จำเป็นอยู่แล้ว เราไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายหรือกำหนดเงื่อนไขว่าเขาต้องแก้ไขอย่างไร เพียงแต่เมื่อเราเห็นประเด็นที่กังวลใจ จึงขอถอนชื่อในส่วนของเราออกมาเพื่อจัดการเรื่องภายในพรรคให้มีเอกภาพ ส่วนพรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าในรูปแบบใดย่อมเป็นท่าทีของพรรคเขา และหากในชั้นการพิจารณาของสภามีการชี้แจงรายละเอียดจนเราคลายความกังวล เราก็พร้อมจะลงมติสนับสนุนได้ แต่ท่าทีของพรรคจะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ไม่คลุมเครือต่อเรื่องสำคัญเช่นนี้

มุมมองทางวิชาการ: อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยแบบผู้แทน

ในทางวิชาการกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีการแยกแยะระหว่างอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิม (Original Constituent Power) ซึ่งเป็นของประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุด กับอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญที่ได้รับมอบหมาย (Derived Constituent Power) ซึ่งเป็นอำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมที่รัฐสภาได้รับมาภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่ แนวคิดนี้สืบสาวได้ถึงงานของเอมานูเอล โจเซฟ ซีเยส (Sieyes) นักคิดในยุคปฏิวัติฝรั่งเศส และได้รับการพัฒนาต่อในทฤษฎีรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ ประเด็นสำคัญคือ องค์กรที่ใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมาย ย่อมไม่อาจก้าวล่วงไปจัดตั้งองค์กรใหม่ให้มาใช้อำนาจดั้งเดิมแทนประชาชนได้โดยลำพัง

นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องสภาซ้อนสภายังเชื่อมโยงกับหลักการของประชาธิปไตยแบบผู้แทน (Representative Democracy) ที่ว่า เมื่อประชาชนได้มอบอำนาจผ่านการเลือกตั้งแล้ว กระบวนการต่อจากนั้นต้องไม่ทำให้เจตจำนงเดิมของประชาชนถูกบิดเบือนหรือซ้อนทับจนคลุมเครือ การออกแบบกลไกการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจึงต้องสอดคล้องกับกรอบที่ศาลรัฐธรรมนูญวางไว้ และต้องชัดเจนว่าใครเป็นผู้ใช้อำนาจในขั้นตอนใด เพื่อมิให้เกิดข้อพิพาทที่ทำให้กระบวนการทั้งหมดต้องล่าช้าออกไปอีก

อีกประเด็นทางวิชาการที่เกี่ยวข้องคือ มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งในระบบรัฐธรรมนูญไทยถือเป็นกลไกควบคุมความรับผิดชอบที่มีผลผูกพันอย่างเข้มงวด การที่สมาชิกรัฐสภาได้กล่าวคำปฏิญาณว่าจะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทำให้การลงมติในเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดคำวินิจฉัยของศาล ไม่ใช่เพียงเรื่องของดุลพินิจทางการเมือง แต่อาจเข้าข่ายประเด็นทางจริยธรรมได้ การตัดสินใจด้วยความรอบคอบจึงเป็นการคุ้มครองทั้งตัวสมาชิกและคุ้มครองกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปพร้อมกัน

กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256: เหตุใดทุกขั้นตอนจึงสำคัญ

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมิใช่กระบวนการนิติบัญญัติทั่วไป หากแต่เป็นกระบวนการพิเศษที่กำหนดเงื่อนไขเข้มงวดไว้ในมาตรา 256 ทั้งการเสนอญัตติ การลงมติในวาระที่หนึ่งที่ต้องอาศัยเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งสองสภา การรับฟังความเห็นในวาระที่สอง และการลงมติวาระที่สามที่ต้องมีเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านตามสัดส่วนที่กำหนด เงื่อนไขเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้การแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศตั้งอยู่บนฉันทามติที่กว้างขวาง มิใช่เพียงเสียงข้างมากชั่วคราวของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

เมื่อกระบวนการมีความละเอียดอ่อนเช่นนี้ ความรอบคอบตั้งแต่ขั้นริเริ่มจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขเป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่มีน้ำหนัก เพราะเป็นการรับรองว่าผู้ลงชื่อเห็นพ้องกับหลักการของร่างนั้น หากภายหลังพบว่าหลักการบางประการอาจขัดหรือแย้งกับแนวคำวินิจฉัยที่วางบรรทัดฐานไว้ การทบทวนท่าทีตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นการกระทำที่รับผิดชอบมากกว่าการปล่อยให้ร่างเดินหน้าไปสู่ความเสี่ยงที่จะถูกตีตกในภายหลัง

บทเรียนจากการลงประชามติและคำวินิจฉัยที่ผ่านมา

ประสบการณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ให้บทเรียนสำคัญแก่ทุกพรรคการเมือง โดยเฉพาะแนวคำวินิจฉัยที่ระบุว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ต้องผ่านการออกเสียงประชามติเพื่อให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนาได้แสดงเจตจำนงก่อน หลักการนี้สะท้อนว่าอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เป็นของประชาชนโดยตรง มิใช่ของรัฐสภาที่เป็นเพียงองค์กรที่ได้รับมอบอำนาจมาใช้ภายใต้กรอบที่กำหนด การมองข้ามขั้นตอนนี้อาจทำให้กระบวนการทั้งหมดมีปัญหาด้านความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาว่าร่างใดควรเดินหน้าในรูปแบบใด จึงต้องคำนึงถึงทั้งเนื้อหาและกระบวนการควบคู่กัน พรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนว่า การแก้ไขรายมาตราที่อยู่ในอำนาจของรัฐสภาสามารถดำเนินการได้ แต่หากเป็นการเปิดทางไปสู่การจัดทำฉบับใหม่ทั้งฉบับ ก็ควรเริ่มต้นด้วยการถามประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติเสียก่อน เพื่อให้กระบวนการมีความชอบธรรมอย่างสมบูรณ์และไม่ถูกโต้แย้งในภายหลัง

การเมืองของความรับผิดชอบ: เมื่อการถอนชื่อคือการรักษาหลักการ

ในทางรัฐศาสตร์ การตัดสินใจทางการเมืองที่ดีมิได้วัดจากความรวดเร็วหรือการตอบสนองกระแสเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความสอดคล้องกับหลักการและความรับผิดชอบต่อผลที่จะตามมา การถอนชื่อออกจากร่างที่อาจมีปัญหาเชิงกระบวนการ จึงมิใช่การถอยหนีหรือการขัดขวาง หากแต่เป็นการยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงกติกาสูงสุดของประเทศต้องเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ นี่คือสิ่งที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่าจริยธรรมแห่งความรับผิดชอบ ซึ่งให้ความสำคัญกับการประเมินผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจริง มากกว่าการยึดมั่นในเจตนาดีโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา

ผมเชื่อว่าประชาชนย่อมเข้าใจได้ว่า ความตั้งใจที่จะปฏิรูปกติกาให้ดีขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายปรารถนาร่วมกัน แต่หนทางที่จะไปถึงเป้าหมายนั้นต้องมั่นคงและถูกต้อง เพื่อมิให้ความพยายามที่ดีต้องสูญเปล่าเพราะสะดุดด้วยข้อบกพร่องเชิงกระบวนการ การรักษาหลักการในวันนี้ คือการปูทางให้การปฏิรูปในอนาคตเดินหน้าได้อย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

บทสรุป: เดินช้าแต่มั่นคง ดีกว่าเดินเร็วแล้วสะดุด

ผมยืนยันว่าการถอนชื่อครั้งนี้คือการเลือกเดินบนเส้นทางที่รัดกุม เพื่อให้ความตั้งใจของประชาชนกว่ายี่สิบเอ็ดล้านเสียงไม่ต้องสูญเปล่าจากความผิดพลาดทางเทคนิคหรือทางกฎหมาย เป้าหมายของเราคือการทำให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ใช้งานได้จริงและไม่ถูกล้มกลางคัน การเมืองที่มีความรับผิดชอบไม่ได้วัดกันที่ความเร็วในการเสนอร่าง แต่วัดกันที่ความสามารถในการทำให้เจตนารมณ์ของประชาชนสำเร็จเป็นรูปธรรมได้อย่างมั่นคงในที่สุด

หมายเหตุ: เรียบเรียงจากการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 และเสริมด้วยกรอบวิเคราะห์ทางวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ เนื้อหามุ่งอธิบายหลักการ มิได้มุ่งวิพากษ์บุคคลใดเป็นการเฉพาะ

ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญ

ติดต่อโดยตรงที่ me@nikornchamnong.com

พูดคุยกับ นิกร จำนง