คำวินิจฉัยกับความเห็นส่วนตน: เหตุใดเส้นทางแก้รัฐธรรมนูญต้องเดินด้วยความรับผิดชอบ

ผมเป็นผู้หนึ่งที่เดินอยู่บนเส้นทางของความพยายามที่จะให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ในทำนองเดียวกันแต่ดีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ผมเป็นนักการเมืองที่อยู่ในยุคสมัยของการริเริ่มรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ซึ่งต่อมาถูกฉีกทิ้งไปด้วยการรัฐประหารเมื่อปี 2549 เกือบยี่สิบปีแล้วที่ผมยังพยายามอย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้ เมื่อมีประเด็นที่ถูกพาดพิงเกี่ยวกับความเห็นทางกฎหมายของผม ผมจึงขออธิบายให้เข้าใจอย่างตรงไปตรงมา

หัวใจของข้อโต้แย้ง: ความแตกต่างที่ต้องไม่สับสน

ประเด็นที่ผมให้ความเห็นไว้คือ ผลการเข้าพบและหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในบางกรณีนั้น หากเป็นเพียงการสรุปประเด็นจากการหารือ ก็ยังไม่ถือเป็นคำวินิจฉัยของศาลที่มีผลผูกพันองค์กรต่าง ๆ การออกมาแถลงต่อสาธารณะให้ประชาชนเข้าใจไปว่ามีข้อยุติแล้วว่าสามารถเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้อย่างแน่นอน ทั้งที่ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยที่เด็ดขาด ต่างหากที่เป็นการทำให้ประเด็นคลาดเคลื่อน ผมพูดและใช้คำอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้บิดเบือนหรือบิดความหมายแต่อย่างใด

บทเรียนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อครั้งที่มีความเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับสามารถทำได้โดยการออกเสียงประชามติเพียงสองครั้ง ในขณะนั้นผมก็ได้โต้แย้งและเตือนจากประสบการณ์ที่ผมเคยประสบมาเองในช่วงความพยายามแก้รัฐธรรมนูญเมื่อปี 2564 ว่าทำเช่นนั้นไม่ได้ ต้องดำเนินการให้ครบสามครั้งตามกรอบ แต่ก็ไม่มีการรับฟัง จนกระทั่งในที่สุดได้มีคำวินิจฉัยออกมายืนยันว่าต้องทำประชามติสามครั้ง ผลคือต้องเสียเวลาของสภาและของประชาชนที่รอคอยรัฐธรรมนูญไปรวมเกือบสามปี นี่คือบทเรียนราคาแพงที่ไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำอีก

มาคราวนี้ ผมเห็นว่ากำลังมีการนำประชาชนไปบนเส้นทางที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดกับคำวินิจฉัยของศาลในลักษณะเดิมอีก พร้อมกับการยืนยันต่อประชาชนว่าสามารถเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้อย่างแน่นอน ทั้งที่ในความเป็นจริงยังเป็นเพียงการสรุปประเด็นหารือ ไม่ใช่คำวินิจฉัยที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด การให้ความหวังเช่นนี้โดยไม่พิจารณาความเสี่ยง อาจทำให้ประชาชนต้องผิดหวังกับผลลัพธ์ที่เป็นไปไม่ได้ตามที่วาดฝันไว้

นักการเมืองต้องมีความรับผิดชอบในการนำทางประชาชน

ผมอยากจะบอกว่า พวกเราที่เป็นนักการเมืองต้องมีความรับผิดชอบในการนำทางประชาชน ไม่ใช่นำไปตามความเชื่อของตนแล้วไม่รับผิดชอบต่อผลที่ตามมาว่าจะเกิดขึ้นได้จริงเพียงใด เมื่อผิดพลาดก็ไม่ควรโทษแต่คนอื่นหรือพรรคอื่น แต่ละฝ่ายย่อมต้องรับผิดชอบต่อเป้าหมายของตนตามวิถีที่เห็นว่าเป็นไปได้จริง ผมจึงต้องออกมาชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีความรับผิดชอบทางการเมืองมากขึ้น เพราะนี่คือเรื่องของอนาคตประเทศที่รอไม่ได้และผิดพลาดไม่ได้

มุมมองทางวิชาการ: ผลผูกพันของคำวินิจฉัยและความรับผิดชอบทางการเมือง

ในทางกฎหมายมหาชน มีความแตกต่างที่สำคัญระหว่างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นองค์คณะ ซึ่งมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ กับความเห็นส่วนตนของตุลาการแต่ละท่าน หรือบันทึกการหารือที่ยังไม่ผ่านกระบวนการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ ความเห็นส่วนตนแม้จะมีคุณค่าในการอธิบายเหตุผล แต่โดยสถานะทางกฎหมายแล้วไม่อาจนำมาอ้างเป็นข้อยุติที่ผูกพันได้ การแยกแยะสองสิ่งนี้จึงเป็นพื้นฐานของวินัยทางรัฐธรรมนูญที่นักกฎหมายต้องระมัดระวัง

ในทางรัฐศาสตร์ ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับแนวคิดความรับผิดชอบทางการเมือง (Political Accountability) ที่ว่า ผู้แทนประชาชนไม่เพียงต้องรับผิดชอบต่อเจตนาที่ดีของตน แต่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงด้วย นักปรัชญาการเมืองอย่างมักซ์ เวเบอร์ เคยเสนอความแตกต่างระหว่างจริยธรรมแห่งความเชื่อมั่น (Ethic of Conviction) ที่ยึดอุดมการณ์เป็นที่ตั้งโดยไม่คำนึงถึงผล กับจริยธรรมแห่งความรับผิดชอบ (Ethic of Responsibility) ที่ชั่งน้ำหนักผลที่จะตามมาอย่างรอบคอบ ในการนำพาประเทศไปสู่รัฐธรรมนูญใหม่ จริยธรรมแห่งความรับผิดชอบย่อมเป็นเข็มทิศที่เหมาะสมกว่า เพราะความผิดพลาดไม่ได้กระทบเพียงตัวนักการเมือง แต่กระทบต่อเวลาและความหวังของประชาชนทั้งประเทศ

นอกจากนี้ คำปฏิญาณตนของสมาชิกรัฐสภาที่ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญทุกประการ ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม แต่เป็นพันธะทางจริยธรรมที่มีผลในระบบกฎหมายไทย การลงมือในเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของศาล จึงไม่ใช่เพียงการเสี่ยงทางการเมือง แต่อาจเป็นการเสี่ยงต่อมาตรฐานทางจริยธรรมที่ผู้แทนทุกคนได้ให้คำมั่นไว้

คำวินิจฉัยกับความเห็นส่วนตน: เส้นแบ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัด

ประเด็นสำคัญที่ผมต้องการชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนคือ ความแตกต่างระหว่างคำวินิจฉัยขององค์คณะกับความเห็นส่วนตนของตุลาการแต่ละท่าน ในการพิจารณาคดีขององค์กรตุลาการนั้น สิ่งที่มีผลผูกพันตามกฎหมายคือคำวินิจฉัยกลางที่เป็นมติขององค์คณะ ส่วนความเห็นส่วนตนของตุลาการแต่ละท่านที่จัดทำประกอบคำวินิจฉัยนั้น เป็นการแสดงเหตุผลส่วนบุคคลที่อาจสอดคล้องหรือแตกต่างจากคำวินิจฉัยกลางก็ได้ การหยิบยกความเห็นส่วนตนของตุลาการเพียงท่านใดท่านหนึ่งมาอ้างราวกับเป็นคำวินิจฉัยที่มีผลผูกพัน จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและอาจนำไปสู่การตีความที่ผิดพลาด

ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการถกเถียงสาธารณะ เพราะหากสังคมสับสนระหว่างสิ่งที่มีผลผูกพันทางกฎหมายกับความเห็นประกอบที่ไม่มีผลผูกพัน การอภิปรายก็จะวางอยู่บนฐานที่ไม่มั่นคง การยึดถือคำวินิจฉัยกลางเป็นหลักจึงเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้การถกเถียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญดำเนินไปบนความเข้าใจที่ตรงกันและตรวจสอบได้

หลักความแน่นอนของกฎหมายและการตีความที่ตรวจสอบได้

หลักการสำคัญประการหนึ่งของนิติรัฐคือความแน่นอนของกฎหมาย ซึ่งหมายความว่าประชาชนและองค์กรของรัฐต้องสามารถคาดหมายได้ว่ากฎหมายมีความหมายอย่างไรและจะถูกบังคับใช้อย่างไร เมื่อมีคำวินิจฉัยที่วางบรรทัดฐานในเรื่องใดแล้ว การตีความและการดำเนินการในเรื่องนั้นย่อมต้องสอดคล้องกับบรรทัดฐานดังกล่าว การที่แต่ละฝ่ายหยิบยกถ้อยคำมาตีความตามที่ตนต้องการ โดยไม่คำนึงถึงความหมายที่แท้จริงของคำวินิจฉัย ย่อมบั่นทอนความแน่นอนของกฎหมายและสร้างความสับสนแก่สังคม

ผมเห็นว่าการอภิปรายเรื่องข้อกฎหมายควรตั้งอยู่บนการอ่านตัวบทและคำวินิจฉัยอย่างซื่อตรง มิใช่การเลือกหยิบเฉพาะส่วนที่สนับสนุนจุดยืนของตน การถกเถียงที่ดีในระบอบประชาธิปไตยต้องเปิดให้ตรวจสอบได้ว่าใครอ้างอิงสิ่งใด และการอ้างอิงนั้นถูกต้องตรงกับแหล่งที่มาหรือไม่ นี่คือมาตรฐานที่ผมยึดถือและอยากเชิญชวนให้ทุกฝ่ายร่วมกันรักษาไว้ เพื่อยกระดับคุณภาพของการเมืองไทย

ความรับผิดชอบทางการเมืองของผู้แทนประชาชน

ในฐานะผู้แทนของประชาชน ผมตระหนักว่าทุกถ้อยคำที่สื่อสารต่อสาธารณะย่อมมีน้ำหนักและส่งผลต่อความเข้าใจของผู้คน นักรัฐศาสตร์ได้เสนอแนวคิดเรื่องจริยธรรมแห่งความรับผิดชอบ ซึ่งเน้นว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องรับผิดชอบต่อผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำและคำพูดของตน มิใช่เพียงยึดมั่นในเจตนาที่ดีโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ การสื่อสารข้อกฎหมายที่ถูกต้องต่อประชาชนจึงเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบนี้ เพราะข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในวงกว้างและบั่นทอนความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อสถาบันการเมือง

ผมจึงถือว่าการชี้แจงให้ข้อเท็จจริงทางกฎหมายปรากฏอย่างถูกต้อง เป็นหน้าที่ที่พึงกระทำ มิใช่เพื่อโต้แย้งผู้ใดเป็นการส่วนตัว แต่เพื่อให้การถกเถียงเรื่องอนาคตของรัฐธรรมนูญดำเนินไปบนฐานความจริงที่ทุกฝ่ายตรวจสอบได้ ผมเชื่อว่าเมื่อการเมืองตั้งอยู่บนความซื่อตรงต่อข้อเท็จจริงและการเคารพหลักการ ประชาชนย่อมได้ประโยชน์สูงสุด

บทสรุป: ความหวังที่จับต้องได้ ต้องตั้งอยู่บนความเป็นจริง

วันนี้ผมพูดในฐานะผู้ที่ตั้งใจและตั้งตารอรัฐธรรมนูญของประชาชนฉบับใหม่มาเกือบยี่สิบปี เมื่อเห็นว่ามีการนำประชาชนออกไปในเส้นทางที่สุ่มเสี่ยงต่อความล้มเหลวอีกครั้ง ผมจึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจงและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีความรับผิดชอบ การวิจารณ์ของผมไม่ได้มุ่งทำลายใคร แต่มุ่งรักษาเส้นทางที่จะทำให้ความฝันร่วมของคนไทยกลายเป็นจริงได้ในที่สุด เพราะความหวังที่จับต้องได้ ต้องตั้งอยู่บนความเป็นไปได้จริง ไม่ใช่บนคำสัญญาที่สวยงามแต่เปราะบาง

หมายเหตุ: เรียบเรียงจากการชี้แจงต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 เนื้อหามุ่งอธิบายหลักการทางกฎหมายและความรับผิดชอบทางการเมือง มิได้มุ่งวิพากษ์บุคคลใดเป็นการเฉพาะ

ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญ

ติดต่อโดยตรงที่ me@nikornchamnong.com

พูดคุยกับ นิกร จำนง