มองอนาคตสู่รัฐธรรมนูญใหม่ที่คนไทยเสมอภาคกัน: สี่หัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จที่ทำได้จริง

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ผมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อมองอนาคตสู่รัฐธรรมนูญใหม่ที่คนไทยเสมอภาคกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสวนาในวาระครบรอบเก้าสิบสี่ปีของการอภิวัฒน์สยาม จัดโดยภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เวทีนี้เป็นการระดมมุมมองจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ฝ่ายค้าน นักวิชาการ และฝ่ายรัฐบาล เพื่อร่วมกันหาแนวทางขับเคลื่อนประเทศไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สร้างความเสมอภาคและตอบโจทย์สังคมไทยอย่างแท้จริง

ในส่วนของผมในฐานะตัวแทนจากฝ่ายรัฐบาล ผมได้นำเสนอมุมมองว่า การผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ควรเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นภาระหน้าที่ทางการเมืองที่ต้องทำให้สำเร็จได้จริงภายใต้กรอบกฎหมายที่รัดกุม ผ่านหัวใจสำคัญสี่ประการดังต่อไปนี้

หัวใจที่หนึ่ง: ยึดถืออาณัติมหาชนจากการออกเสียงประชามติ

ผลการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือเจตนารมณ์อันศักดิ์สิทธิ์ของประชาชน ซึ่งต้องพิจารณาความชอบธรรมผ่านสองมิติหลัก มิติแรกคือการมีส่วนร่วม ที่มีผู้มาใช้สิทธิในสัดส่วนที่สูงภายใต้กติกาเสียงข้างมากตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และมิติที่สองคือความสมบูรณ์ของอาณัติ ที่มีผู้เห็นชอบมากกว่ายี่สิบเอ็ดล้านเสียง คิดเป็นสัดส่วนที่เกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ เมื่ออาณัติชัดเจนเช่นนี้ รัฐสภาจึงมีหน้าที่ต้องขับเคลื่อนเจตนารมณ์นี้ให้สำเร็จ ไม่ใช่ปล่อยให้คาราคาซัง

หัวใจที่สอง: ก้าวข้ามข้อจำกัดทางกฎหมายตามแนวทางศาลรัฐธรรมนูญ

การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามกรอบที่กำหนดไว้ในหมวดว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และต้องสอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้วางหลักและกำหนดแผนการดำเนินงานเรื่องการออกเสียงประชามติไว้อย่างชัดเจน การเดินหน้าโดยไม่คำนึงถึงกรอบเหล่านี้ ย่อมเสี่ยงที่จะถูกวินิจฉัยภายหลังว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้ความพยายามทั้งหมดต้องล้มเหลวกลางคัน การทำงานภายใต้กรอบกฎหมายจึงไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นหลักประกันความสำเร็จ

หัวใจที่สาม: ตรรกะแห่งลำดับชั้นอำนาจ

ตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐสภามีเพียงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญที่ได้รับมอบมา เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่เท่านั้น ดังนั้นรัฐสภาจึงไม่อาจไปจัดตั้งองค์กรอื่นให้มาใช้อำนาจแทนตนเองได้โดยลำพัง การดึงดันใช้รูปแบบที่ศาลเคยชี้ว่าทำไม่ได้ จะเป็นการสร้างความหวังที่ปราศจากความรับผิดชอบ และอาจทำให้ความตั้งใจของประชาชนกว่ายี่สิบเอ็ดล้านเสียงต้องกลายเป็นเพียงความฝันที่ค้างเติ่งไม่มีผลสัมฤทธิ์ การเข้าใจลำดับชั้นของอำนาจอย่างถูกต้องจึงเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการเดินหน้าอย่างมีวุฒิภาวะ

หัวใจที่สี่: เส้นทางที่รัดกุมเพื่อความรับผิดชอบต่อผลสำเร็จ

ในฐานะพรรคแกนนำ เราเลือกเดินบนเส้นทางที่รัดกุม เพื่อให้ประเทศได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันใช้งานภายในกรอบเวลาที่วางไว้ โดยมีหลักสำคัญดังนี้

รูปแบบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้กลไกประชาธิปไตยทางอ้อม โดยให้สมาชิกรัฐสภาเลือกจากผู้สมัครทั่วประเทศ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับกรอบอำนาจที่ศาลรัฐธรรมนูญยอมรับได้

เนื้อหาคือหัวใจที่แท้จริง ความเป็นฉบับของประชาชนจะสะท้อนผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงและกว้างขวางยาวนานเต็มหนึ่งปี เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง ในแบบเดียวกับที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เคยทำไว้

มุมมองทางวิชาการ: อำนาจสถาปนา อาณัติประชาชน และความชอบธรรมเชิงกระบวนการ

ข้อถกเถียงเรื่องที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญสะท้อนหัวใจของทฤษฎีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญโดยตรง นักวิชาการแยกแยะระหว่างอำนาจสถาปนาดั้งเดิมที่เป็นของประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุด กับอำนาจที่ได้รับมอบหมายซึ่งเป็นของรัฐสภา การออกแบบกระบวนการร่างจึงต้องตอบให้ได้ว่า อำนาจในแต่ละขั้นตอนมาจากที่ใดและถูกใช้โดยใคร เพื่อมิให้เกิดข้อพิพาทเรื่องความชอบด้วยกฎหมายในภายหลัง

ในด้านความชอบธรรม นักรัฐศาสตร์มักพิจารณาทั้งความชอบธรรมเชิงปัจจัยนำเข้า (Input Legitimacy) ที่มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน และความชอบธรรมเชิงผลลัพธ์ (Output Legitimacy) ที่มาจากการที่กระบวนการให้ผลสำเร็จที่ตอบโจทย์สังคมได้จริง อาณัติจากการออกเสียงประชามติให้ความชอบธรรมเชิงปัจจัยนำเข้าที่หนักแน่น แต่หากกระบวนการล้มเหลวเพราะขัดกรอบกฎหมาย ความชอบธรรมเชิงผลลัพธ์ก็จะสูญเสียไป การยึดทั้งสองมิติพร้อมกันจึงเป็นความรับผิดชอบที่แท้จริงต่อประชาชน

นอกจากนี้ การยกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ขึ้นเป็นแบบอย่าง มีนัยเชิงประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญที่ลึกซึ้ง เพราะฉบับดังกล่าวได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและการรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวางที่สุดฉบับหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย การวางเป้าหมายให้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นยาวนานเต็มปี จึงเป็นการนำบทเรียนเชิงสถาบันมาปรับใช้ เพื่อให้เนื้อหาของรัฐธรรมนูญสะท้อนเจตจำนงของสังคมอย่างแท้จริง มิใช่เพียงรูปแบบที่มาของผู้ร่างเท่านั้น

อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ: รากฐานของการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

หัวใจของการถกเถียงเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ที่แนวคิดเรื่องอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ซึ่งนักนิติศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ถือว่าเป็นอำนาจสูงสุดที่เป็นของประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ อำนาจนี้แตกต่างจากอำนาจที่รัฐธรรมนูญมอบให้แก่องค์กรต่างๆ เช่น รัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรี เพราะอำนาจสถาปนาเป็นอำนาจดั้งเดิมที่ก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญขึ้นมา ส่วนอำนาจที่ได้รับมอบเป็นเพียงอำนาจที่ใช้ภายใต้กรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้ว ความเข้าใจในความแตกต่างนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการออกแบบกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ชอบธรรม

เมื่อพิจารณาตามหลักนี้ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับจึงควรเริ่มต้นด้วยการให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจสถาปนาได้แสดงเจตจำนงผ่านการออกเสียงประชามติเสียก่อน จากนั้นจึงมีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชนเป็นผู้ยกร่าง และเมื่อยกร่างเสร็จก็นำกลับไปให้ประชาชนลงประชามติรับรองอีกครั้ง กระบวนการที่ยึดโยงกับประชาชนทุกขั้นตอนเช่นนี้ จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความชอบธรรมอย่างสมบูรณ์และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

บทเรียนจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540: ต้นแบบของการมีส่วนร่วม

เมื่อกล่าวถึงรัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หลายฝ่ายมักอ้างถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ถูกเรียกขานว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะกระบวนการจัดทำเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากหลากหลายภาคส่วน รัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้วางรากฐานองค์กรอิสระและกลไกตรวจสอบถ่วงดุลหลายประการที่ยังคงอยู่มาจนปัจจุบัน บทเรียนสำคัญจากฉบับ พ.ศ. 2540 คือ ความชอบธรรมและการยอมรับของรัฐธรรมนูญมิได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับกระบวนการจัดทำที่เปิดกว้างและมีส่วนร่วมด้วย

การเสวนาทางวิชาการที่ผมได้เข้าร่วมจึงให้ความสำคัญกับการถอดบทเรียนทั้งความสำเร็จและข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ ที่ผ่านมา เพื่อนำมาออกแบบกระบวนการที่จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมไทยร่วมสมัย ทั้งในมิติของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ การกระจายอำนาจ การตรวจสอบถ่วงดุล และการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองที่ยั่งยืน

ความชอบธรรมเชิงกระบวนการและเชิงผลลัพธ์

ในทางทฤษฎีการเมือง ความชอบธรรมของระบอบการปกครองมีสองมิติที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน มิติแรกคือความชอบธรรมเชิงกระบวนการ ซึ่งหมายถึงการที่กติกาและการตัดสินใจเกิดขึ้นผ่านกระบวนการที่เปิดกว้าง โปร่งใส และให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม มิติที่สองคือความชอบธรรมเชิงผลลัพธ์ ซึ่งหมายถึงการที่ระบอบสามารถตอบสนองความต้องการและแก้ปัญหาของประชาชนได้จริง รัฐธรรมนูญที่ดีต้องมีความชอบธรรมทั้งสองมิติ คือทั้งมาจากกระบวนการที่ประชาชนยอมรับ และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ทำให้ชีวิตของประชาชนดีขึ้น

ผมเห็นว่าการมุ่งเน้นเพียงมิติใดมิติหนึ่งย่อมไม่เพียงพอ รัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาดีแต่มาจากกระบวนการที่ขาดการมีส่วนร่วม ย่อมเผชิญปัญหาการยอมรับ ในทางกลับกัน กระบวนการที่เปิดกว้างแต่ได้เนื้อหาที่ใช้การไม่ได้จริง ก็ไม่อาจสร้างประโยชน์แก่ประชาชน การออกแบบกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับทั้งสองมิตินี้อย่างสมดุล เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่ทั้งชอบธรรมและใช้การได้จริง

บทสรุป: ความเสมอภาคที่จับต้องได้ ต้องมาพร้อมความสำเร็จที่เป็นจริง

การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สร้างความเสมอภาคให้คนไทย เป็นเป้าหมายที่ผมและหลายฝ่ายปรารถนาร่วมกัน แต่ความปรารถนานั้นจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันสำเร็จเป็นจริง ไม่ใช่หยุดอยู่แค่ความฝัน การเดินบนเส้นทางที่รัดกุม ยึดอาณัติของประชาชน เคารพกรอบกฎหมาย และให้เนื้อหามาจากการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง คือหนทางที่จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเกิดขึ้นได้จริงและยั่งยืนในที่สุด

หมายเหตุ: เรียบเรียงจากการร่วมเสวนาวิชาการเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เสริมด้วยกรอบวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญและรัฐศาสตร์

ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญ

ติดต่อโดยตรงที่ me@nikornchamnong.com

พูดคุยกับ นิกร จำนง