เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้อภิปรายในวาระรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เมื่อผมอ่านรายงานฉบับนี้จนจบ ผมเห็นทั้งความหวังและความน่าเสียดายอยู่ในเล่มเดียวกัน ความหวังคือกองทุนมีเงินสะสมจำนวนมากและมีรายได้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ความน่าเสียดายคือ เรากลับนำเงินก้อนนี้ไปใช้เพื่อการฝึกอบรมพัฒนาคนจริง ๆ ในสัดส่วนที่น้อยมาก ขณะที่ส่วนใหญ่กลับกลายเป็นภาระจากการปล่อยกู้ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนกองทุนนี้จากการเป็นกองทุนที่เก็บเงินเก่ง ให้กลายเป็นกองทุนที่ลงทุนในคนเก่ง เพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศ คือการลงทุนในฝีมือและศักยภาพของคนไทยทุกคน
สามเหตุผลที่เรื่องนี้รอไม่ได้
1. โลกเปลี่ยนเร็วกว่าที่เราคิดในยุคของปัญญาประดิษฐ์
รายงานการศึกษาด้านอนาคตของงานในเวทีระดับโลกชี้ว่า ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ทักษะการทำงานหลักจำนวนมากจะล้าสมัยและต้องถูกแทนที่ การมาของปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้แปลว่าคนจะตกงานทั้งหมด แต่แปลว่าคนที่ปรับตัวไม่ทันจะตกขบวน การลงทุนพัฒนาทักษะใหม่จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอดในตลาดแรงงาน
2. นโยบายที่สัญญากับประชาชนต้องเกิดขึ้นจริง
จากนโยบายที่พรรคได้หาเสียงไว้เรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการสร้างสะพานทักษะ ต่อเนื่องมาถึงคำแถลงนโยบายของรัฐบาลเรื่องการพัฒนาและยกระดับทักษะด้วยเทคโนโลยีและธนาคารหน่วยกิต กองทุนนี้แหละคือกระเป๋าเงินที่จะทำให้นโยบายเหล่านั้นเกิดขึ้นได้จริง หากปล่อยให้เงินนอนนิ่งอยู่เฉย ๆ คำสัญญาก็จะเป็นเพียงถ้อยคำที่ไม่มีวันเป็นรูปธรรม
3. เรามีเครื่องมือพร้อม แต่ยังใช้ไม่ตรงเป้า
เรามีเงินทุนจำนวนมาก มีสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานกระจายอยู่เกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศ และมีกฎหมายรองรับอย่างครบถ้วน เรามีทุกอย่างพร้อมแล้ว ขาดเพียงสิ่งเดียวคือการลงมือใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างจริงจังและตรงเป้าหมาย
สูตรหัว ใจ มือ: ความสำเร็จของแรงงานไทยในยุคอุตสาหกรรม 5.0
คำถามสำคัญคือ ปัญญาประดิษฐ์กับฝีมือของคนจะไปด้วยกันได้อย่างไร ผมขอเสนอหลักคิดสั้น ๆ ว่า ให้หัวคือปัญญาประดิษฐ์ทำหน้าที่ช่วยคำนวณ จดจำ และทำงานซ้ำ ๆ ที่ต้องการความแม่นยำ ส่วนใจและมือคือความเอาใจใส่และความประณีตของมนุษย์ที่ต้องคงไว้ แนวคิดนี้สอดคล้องกับอุตสาหกรรม 5.0 ที่เน้นให้คนเป็นศูนย์กลาง โดยใช้เทคโนโลยีมาขยายฝีมือ ไม่ใช่มาแทนที่ฝีมือ
ตัวอย่างจากต่างประเทศที่น่าศึกษามีหลายแห่ง สิงคโปร์มีโครงการแจกเครดิตให้ประชาชนนำไปพัฒนาตนเองตลอดชีวิต เยอรมนีใช้ระบบอาชีวศึกษาทวิภาคีที่ให้ผู้เรียนเรียนทฤษฎีส่วนหนึ่งและฝึกในโรงงานจริงอีกส่วนหนึ่ง ขณะที่ในญี่ปุ่น มีการนำเทคโนโลยีจับการเคลื่อนไหวมาใช้บันทึกทักษะของช่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ นี่คือการใช้เทคโนโลยีมาเก็บรักษาและส่งต่อภูมิปัญญา ไม่ใช่มาทำลายมัน
มุมมองทางวิชาการ: ทุนมนุษย์ ความรู้ฝังลึก และเศรษฐกิจที่เครื่องจักรลอกไม่ได้
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ทฤษฎีทุนมนุษย์ (Human Capital Theory) ที่พัฒนาโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอย่างแกรี เบกเกอร์ อธิบายว่า การใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและการฝึกอบรมไม่ควรถูกมองเป็นค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนในรูปของผลิตภาพและรายได้ที่สูงขึ้นในระยะยาว มุมมองนี้ตรงกับข้อเสนอของผมโดยตรงว่า เงินกองทุนที่นำไปพัฒนาคน คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดของประเทศ
อีกแนวคิดหนึ่งที่สำคัญคือความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ที่นักปรัชญาไมเคิล โพลานยี อธิบายว่า มนุษย์รู้มากกว่าที่เราสามารถบอกออกมาเป็นคำพูดได้ ทักษะของช่างฝีมือ ความรู้สึกของมือ และวิจารณญาณที่สั่งสมจากประสบการณ์ ล้วนเป็นความรู้ที่ถ่ายทอดเป็นตำราได้ยาก นี่คือเหตุผลที่งานซึ่งทำด้วยหัวใจและมือจะยิ่งมีมูลค่าในโลกที่เต็มไปด้วยเครื่องจักร เพราะเป็นสิ่งที่ระบบอัตโนมัติลอกเลียนแบบได้ยากที่สุด การที่เยาวชนไทยสามารถคว้ารางวัลจากเวทีแข่งขันฝีมือระดับนานาชาติ ยืนยันว่าศักยภาพของช่างไทยไม่เป็นรองใคร
แนวคิดอุตสาหกรรม 5.0 ที่ริเริ่มในยุโรปยังวางหลักไว้สามด้าน คือการให้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง ความยั่งยืน และความสามารถในการฟื้นตัว ซึ่งต่างจากอุตสาหกรรม 4.0 ที่เน้นระบบอัตโนมัติเป็นหลัก กรอบคิดนี้สนับสนุนแนวทางที่ผมเสนอว่า การพัฒนาแรงงานในยุคใหม่ต้องไม่ใช่การแข่งกับเครื่องจักร แต่เป็นการทำให้คนกับเทคโนโลยีทำงานเสริมกันได้อย่างลงตัว
ปรากฏการณ์เลิกจ้างในยุคปัญญาประดิษฐ์: ความท้าทายที่มาถึงแล้ว
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์มิใช่เรื่องของอนาคตอันไกลอีกต่อไป แต่เป็นความเป็นจริงที่ตลาดแรงงานทั่วโลกกำลังเผชิญ รายงานหลายฉบับขององค์กรระหว่างประเทศชี้ตรงกันว่า งานจำนวนมากที่มีลักษณะเป็นกิจวัตรและทำซ้ำได้กำลังถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ ขณะเดียวกันก็เกิดงานรูปแบบใหม่ที่ต้องอาศัยทักษะการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ช่องว่างระหว่างทักษะที่แรงงานมีอยู่กับทักษะที่ตลาดต้องการจึงขยายกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว หากไม่เร่งเตรียมความพร้อม แรงงานไทยจำนวนมากอาจตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ ผลกระทบนี้มักตกหนักที่สุดกับกลุ่มแรงงานที่มีรายได้น้อยและมีโอกาสเข้าถึงการฝึกอบรมจำกัด การปล่อยให้กลไกตลาดจัดการเพียงลำพังจึงเสี่ยงที่จะซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำให้รุนแรงขึ้น บทบาทของรัฐในการลงทุนเชิงรุกเพื่อยกระดับทักษะแรงงานจึงมีความสำคัญในฐานะกลไกสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ มิใช่เพียงการเพิ่มผลิตภาพเท่านั้น
การเรียนรู้ตลอดชีวิต: จากแนวคิดสู่ระบบที่จับต้องได้
แนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้กลายเป็นหลักการพื้นฐานของนโยบายแรงงานในประเทศที่ประสบความสำเร็จ หลายประเทศได้พัฒนาระบบที่ให้แรงงานสามารถกลับเข้าสู่การฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะหรือเปลี่ยนสายงานได้ตลอดช่วงชีวิตการทำงาน ตัวอย่างที่มักถูกอ้างถึงคือระบบเครดิตทักษะที่ให้สิทธิประชาชนนำไปใช้เลือกหลักสูตรที่ตรงกับความต้องการของตน และระบบอาชีวศึกษาแบบทวิภาคีที่เชื่อมโยงการเรียนในสถาบันเข้ากับการฝึกงานจริงในสถานประกอบการ ทำให้ผู้เรียนได้ทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง
บทเรียนสำคัญจากระบบเหล่านี้คือ การพัฒนาทักษะที่ได้ผลต้องอาศัยความร่วมมือสามฝ่าย ทั้งภาครัฐที่สนับสนุนงบประมาณและกำหนดมาตรฐาน ภาคเอกชนที่ระบุความต้องการทักษะและร่วมจัดการฝึกอบรม และสถาบันการศึกษาที่ปรับหลักสูตรให้ทันสมัย กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานของไทยมีศักยภาพที่จะเป็นกลไกกลางเชื่อมประสานทั้งสามฝ่ายนี้ หากบริหารจัดการเงินอย่างมีเป้าหมายและวัดผลได้
อุตสาหกรรม 5.0: เมื่อมนุษย์และเครื่องจักรทำงานร่วมกัน
แนวคิดอุตสาหกรรม 5.0 ต่างจากอุตสาหกรรม 4.0 ตรงที่ให้ความสำคัญกับการนำมนุษย์กลับเข้าสู่ศูนย์กลางของกระบวนการผลิตอีกครั้ง โดยมองว่าเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ควรเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพของมนุษย์ มิใช่สิ่งที่มาแทนที่ จุดเน้นจึงอยู่ที่การผลิตที่ยั่งยืน การปรับแต่งตามความต้องการเฉพาะบุคคล และการใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่เครื่องจักรเลียนแบบได้ยาก แนวคิดนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับจุดแข็งของแรงงานไทยที่มีทั้งความประณีตและความใส่ใจในงานหัตถกรรม
หากเราสามารถยกระดับให้แรงงานไทยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือขยายฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ของตน เราก็จะสร้างความได้เปรียบที่ยั่งยืนกว่าการแข่งขันด้วยค่าแรงต่ำ เพราะคุณค่าที่เกิดจากการผสานหัวใจของช่างฝีมือเข้ากับพลังของเทคโนโลยีนั้น เป็นสิ่งที่ลอกเลียนได้ยากและสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง นี่คือทิศทางที่ผมเชื่อว่าจะทำให้แรงงานไทยยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในเศรษฐกิจยุคใหม่
ข้อเสนอเชิงรุกสองข้อถึงกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน
ใช้เงินเชิงรุกเพื่อพัฒนาและยกระดับทักษะ พัฒนาแรงงานไทยให้ทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างเป็นระบบ ไม่ปล่อยเงินไว้เฉย ๆ หรือปล่อยกู้จนสูญเปล่า
ใช้เทคโนโลยีเก็บรักษาภูมิปัญญา นำเทคโนโลยีมาช่วยบันทึกและถ่ายทอดงานช่างฝีมือไทยที่มีหัวใจจากรุ่นสู่รุ่น ก่อนที่ภูมิปัญญาเหล่านี้จะสูญหายไปพร้อมกับช่างผู้เชี่ยวชาญ
การลงทุนในฝีมือของคนไทยไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด เพื่อให้คนไทยทุกคนทุกรุ่นมีทั้งงานที่มั่นคงและความภาคภูมิใจในฝีมือของตนเอง นี่คือเป้าหมายที่ผมจะผลักดันต่อไปอย่างเต็มกำลังในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน
หมายเหตุ: เรียบเรียงจากการอภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 เสริมด้วยกรอบวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ทุนมนุษย์และอุตสาหกรรม 5.0
